thanut's profileGallery Kon BaPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 22 จิ้กงจกนรกแตกตื่นเช้ามาตั้งเป้าว่าจะทำงาน 3 อย่างแบบชิวๆ ไม่รีบไม่ร้อน อยากแรกคือทำความสะอาดโคมไฟรอบๆบ้าน หลังจากแมลงเข้าโคมเต็มไปหมด บอกแม่ว่าจะทำนานแล้วแต่ไม่ว่างทำซะที...อย่างที่สองคือเอารถไปล้างแล้วจะเลยไปเปลี่ยน DVD ที่ซื้อมาเป็นอย่างสุดท้าย... งานแรกเริ่มต้นประมาณ 9 โมงครึ่ง โค้มที่จะต้องทำความสะอาดมี 5 อัน (ทำส่วนนึงก่อน ทำรอบบ้านเยอะเกิน...) ก็แกะโคมแรกด้วยความยากลำบาก ค่อยๆไขน๊อตก่อนจะเอามาล้าง ก้ดูเหมือนไม่มีอะไร ก็ไม่ยาก แค่ปีนบันไดขึ้นไป ไขๆแล้วก็ลงมา... ความยากมันอยู่ที่โคมที่สองและสาม...มันไม่ใช่ความยากหรอกจริงๆแล้ว มันคือความเชี่ย....ใช่ครับ ถ้าได้ติดตามเรื่องราวก่อนหน้านี้มาจะรู้ความเชี่ยมันคือ.....จิ้งจก ผมก็รู้ว่าความเสี่ยงมีอยู่ที่จิ้งจกมาจะมาแอบอาศัยโคมไฟเป็นบ้านพักในเวลากลางวัน เพราะมันใกล้แหล่งหากินเวลากลางคืน...ผมจึงเคาะโคมเรียกให้มันรู้ว่า...กูมาแล้ว มึงไปวะไอเชี่ยยยยย มันไม่มีปฏิกริยาใดๆ นั้นไม่ได้หมายความว่ามันไม่อยู่...ผมรุ้ จึงระวังตัวไม่ละสายตา... ผมไขๆ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มันอยู่จริงๆ มันอยู่ที่หลอดไฟ... อี๋ย์ พิมพ์ไปก็กลัวไป แหวะ...มันไม่ตัวใสเหมือนจิ้งจกทั้วไป อาจเพราะพนังบริเวณนั้นเป็นสีน้ำตาล มันเลยเป็นสีน้ำตาลเข้ม...ย้ำว่าเข้ม...ผมขอถอนคำพูดที่เคยบอกว่าความใสของจิ้งจกน่ากลัว...ขอเปลี่ยนเป็นผิวหนังมันไม่ว่าสี(ห่า)อะไรก็น่ากลัว ผมรวบรวมสติ ร้องไป ก็เอาโคมปีนบันไดลงมา...ยังไม่ทันถึงพื้น....จิ้งจกกระโดดใส่แขนผม คราวนี้สติแตกเลยครับ...วิ่งหน้าไปที่โรงรถที่ไกลจากที่เกิดเหตุประมาณสิบเมตร...ถ้าบ้านมีที่มากกว่านี้คงหนีไปอีก.... กรุณาอย่าคิดว่าตลก...ผมซีเรียส!!! ผมหลบมาตั้งสติก่อนฟ้องแม่ว่า มันมีจิ้งจก...แน่นอนผมได้รับคำสรรเสริญว่า...มันน่ากลัวตลกไหน กลัวไปได้...เอิ่ม...เค้ารู้ว่าผมกลัวนะ แต่เค้าคงไม่รู้ว่าผมกะมันรบกันมากี่ครั้ง....มันอาจเป้นคำสาปจิ้งจกในไมโครเวฟก็เป้นไปได้ พูดแล้วก้อโหสิกรรมเหอะนะ ไอจิ้งจกบ้า...มึงจะหลอนกูไปไหน... กลับมาต่อที่จิ้งจกในโคมไฟ คราวนี้ทำไงดีหละ เหลืออีก 3 แต่ตอนนี้กลัวจนปวดหัวไปแล้ว... เอาวะ หน้าที่คือหน้าที่ ต้องทำ...จากนั้นผมเลยปีนไปแกะโคมที่ 3 เฮ้ออ... ใช่ครับ เดาไม่ยากใช่มะ...เจอมันอีกแล้ว สีเดิมเลย...คราวนี้อยู่ในโคม...ผมประคองสติสัมปะชัญญะ (สะกดไงวะ) ประคองทุกสิ่งอย่าง แม้ปากจะร้องอ๊ากกกกกกก แต่มือและตีนส์ ยังทำงานถือและเดินลงมา พร้อมวางโคมไว้ที่พื้นหญ้าในสวน เรียกแม่ออกมาช่วยไล่ แม่ออกมาช่วยพร้อมบอกว่า อืมม..มันน่ากลัวจริงๆด้วยตัวดำๆ...มันไม่ใช่น่ากลัวครัว มันโคตรน่ากลัว น่าขยะแขยง น่าเกลียด น่าแหวะ น่าอี๋ หน้าเชี่ยด้วย โชคดีที่มีแม่ แม่ช่วยไล่และเอาโคมไปล้างทำความสะอาด...พร้อมทั้งบอกว่าไม่ต้องทำแล้ว อีก 2 ดค้มไว้ค่อยทำ ฮ่าๆๆ เรื่องมันควรจะจบ และผมควรจะแต่งกลอนสรรเสริญคุณงามความดีของตัวเชี่ยผิวเข้มทั้งสองตัวใช่มั๊ยครับ... ถ้าเป็นหนังปกติมันควรจะจบแค่นั้น แต่นี่มันไม่ใช่หนัง มันคือชีวิตจริง ผมปีนไปติดโคมกลับ ใจก็กลัว แต่มันก็ต้องทำ ส่องอย่างดีไม่มีแน่ๆ โคมแรก ไม่มีปัญหา เพราะปัญหาอยู่โคมที่ 2 ครับ ผมส่องไปปุ๊บ เจอมันปั๊บ มันตัวดำๆเขื่องๆ ดุไม่เป้นมิตร ถึงมันกูเป็นมิตร ผมก้ไม่เป็นมิตรกะมันแน่...ครับ มันคือจิ้งจก อี๋ย์ ทำไมมันมายุ่งกะชีวิตผมจังเลยวะ จิ้งจกในไมดครเวฟวันนั้นเป็นดคตรพ่อมันหรอ ถ้าใช่ กรูขอโทษ กรูไม่ได้ตั้งใจ...มึงจะให้กูทำไงถึงจะเลิกยุ่งกะชีวิตกรู กรูไม่อยากเขียน blog ถึงพวกมึงแล้ว... คราวนี้ผมทั้งบ้านเลยครับ ทั้งพ่อทั้งแม่ ถือถ้าบ้านมี ห้าล้านคนคงออกมาหมดห้าล้านคนแน่ๆ...มันเพราะไอบ้าจิ้งจกจากนรก ไอจิ้งจกชั่วตัวดำ ใจดำ มดดำ รมดำ ทุกอย่างดำหมด... สุดท้ายก็ไล่มันออกไป ผมปิดโคมได้ทุกอันพร้อมอาการปวดหัวตุ๊บๆจนถึงวินาทีนี้...เฮ้อออ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง เอาชนะมันไม่ได้" กลอนจากใจฝากไปให้สามชั่วตัวดำ...
จิ้งจกรกโลกโสโครกจริงจริง ควรจะโดนทิ้งปิ้งไฟนรก หรือไม่ก็เอาไปให้ส้วมหมก ให้หม่ำจ๊กมกจกไปย่างกิน แต่งได้แค่นี้แหละ ผมดแรงแต่งแล้ว...เหนื่อย July 27 ความเชี่ยของจิ้งจกนอกจากแมลงสาปแล้ว สัตว์บนโลกใบนี้ที่ผมกลัวอีกอย่างคือจิ้งจก...
ถ้าความน่ากลัวของแมลงสาปคือการบิน...ความน่ากลัวของจิ้งจกคือการที่เราต้องนอนในห้องที่มันอยู่...
ถ้าความน่าเกลียดของแมลงสาปคือการกระพือปีก...ความน่าเกลียดของจิ้งจกคือความใสของลำตัว...
วันนี้มันเข้าห้องนอน และตัวมันใสมาก...แม่เจ้า...มันคือความน่าเกลียดและน่ากลัวในตัวเดียวกัน...
ผมนั่งเล่น facebook และนั่งดูตัวอย่างรายการบางจะเกร็งอยู่...โกะตี๋ฮามาก มากจนผมกะว่าจะตั้งใจดู...แต่ทันใดนนั้น...
ผมเห็นอะไรบางอย่างที่พื้น มันค่อยๆเคลื่อนที่ ช้าๆราวกับเศษขยะที่เคลื่อนไปด้วยความแรงของลมจากแอร์ มันแผ่วเบา มันเยื้องย่าง มัน....คือ...
จิ้งจก...ครับ ไอตัวเชี่ยนั้นมันคือจิ้งจก
ครับความเชี่ยของจิ้งจกคือการทำลายความสุขในการดูบางจะเกร็งของผมครับ...ระหว่างพิมพ์ไป ผมก็ชำเลืองมองมันตลอด โอ๊ย เครียดดดดด...
มันเปลี่ยนจากความสุข ไปเป็นความกังวล และมันก็เปลี่ยนจากความฮา เป็นความเครียด....มัน...มันคือความเชี่ยของจิ้งจก...
มันหนีไปโต๊ะทำงาน มันมุดไปหลัง sub woofer ผมลาก sub ออกมา มันหนีไปหลบหลังถังขยะ ผมดึงถังขยะจะครอบมัน มันหนีไปไต่ผ้าม่าน ผมสะบัด มันหนีไปที่ด้านหลังลิ้นชัก...
ลิ้นชักที่ผมใส่สากเบือกยันเรือรบ...ชิบหอยละ...แล้วถ้ามันเข้าลิ้นชักแล้วหาทางออกไม่เจอหละ...ถ้ามันตายในนั้น...อี๋...แหยะ
ผมมีความหลังไม่ค่อยดีกับจิ้งจกเท่าไหร่ หลังจากเคยเปิด microwave โดยไม่รู้ว่ามันแอบหนีเข้าไป มันดิ้นทุรนทุลาย ผมยืนกลัว ตัวสั่น ดูมันดิ้นในตู้ ก่อนปิดเครื่องเปิดฝา แล้วเห็นมันท้องแตกไส้ไหลคาตา...แหยะ...ภาพมันช่างติดตา...อี๋ อยากลืมๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ
กลับมาที่จิ้งจกตัวนี้ต่อดีกว่า...เล่าถึงไหนแล้วเนี้ย...
อะ...ผมคิดว่ามันคงอยู่แถวลิ้นชักแหละ เลยกระแทกลิ้นชักอยู่หลายที อีกใจก็กลัวลิ้นชักจะทับมันตาย...มันก็โผล่มาแว้บไปแว้บมา แล้วมันก็หาย...
โอ๊ยยยย...ยิ่งพิมพ์ยิ่งเครียด ตอนนี้เริ่มปวดหัว ปวดท้อง กลัวมันจะมาหาตอนนอน ถ้าเผลอนอนอ้าปาก มันจะเข้าปากมั๊ย เชี่ยจิ้งจก...กูไปฆ่าพ่อมึงเรอะ...
สุดท้ายที่ขาดไม่ได้...กลอนจากใจถึงไอจิ้งจก...
สวัสดีตอนดึกไอจิ้งจก ไอซกมกจิ้กจกรกโลกา
ใครเป็นคนอัญเชิญมึงให้มา กลับไปหาป้ามึงไปเลยไป
เอาไปแค่นี้ละกัน..เครียดจัดแต่งไม่ออก ฮ่าๆๆ July 19 priorityเวลาที่งานเยอะจนล้นมือ เราจำเป็นต้องจัด priority ในการทำงาน ใช่มั๊ยใช่ พี่น้องงงงงงง
คราวนี้อะไรหละสำคัญที่สุดอะไรหละสำคัญสุดท้าย ถึงขนาดไม่ทำก็ได้....
หลายคนคิดว่างานที่สำคัญที่สุดคืองานที่ทำเงินได้มากที่สุด...คำตอบคือ ไม่ใช่
หลายคนคิดว่างานที่สำคัญที่สุดคืองานที่คนอื่นต้องทำต่อ...คำตอบคือ ไม่ใช่
หลายคนคิดว่างานที่สำคัญที่สุดคืองานที่เจ้านายคุณสั่ง...คำตอบคือ ไม่ใช่
หลายคนคิดว่างานที่สำคัญที่สุดคืองานที่ทำให้คุณก้าวหน้ามีผลงาน...คำตอบคือ ไม่ใช่อีนั้นแหละ
บางคนตอบได้ใกล้เคียงมาก...งานที่สำคัญที่สุดของใครหลายๆคนคือ งานที่คุณกำลังโดนนายด่า...ฮ่าๆๆ
นั้นเพราะแปลว่า นายคุณเดือดร้อน ต้องได้งานนั้น ทันทีหรือเร็วที่สุด...
แต่อย่างที่บอกครับ มันแค่ใกล้เคียง แต่ ไม่ใช่
คราวนี้ งานที่สำคัญ ต้องทำก่อน priority 1 super extremely very urgent indeed คือ...งานที่นายของนายของนายของนายคุณโดนด่า
เพราะนั้นคือนายคุณกำลังโดน นายของนายคุณด่า เนื่องจากนายของนายคุณ ก็โดนนายของนายของนายคุณด่ามาอีกต่อ
เพราะความเป็นจริงแล้ว นายของนายของนายของนายคุณกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่างที่นายของนายของนายของคุณทำไว้...
คราวนี้รู้แล้วใช่มั๊ยครับ...ว่าอะไรที่คุณควรทำก่อน อะไรเรียกว่า priority
priority มักจากมาตรงข้ามกับคำว่า possible ตอนต่อไปจะเขียนเรื่อง possible นะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ.... June 17 Happy Birthdayพราว - เธอคือความฝัน (ประกอบภาพยนตร์).mp3 - ไม่ใช่วันเกิดผมหรือวันเกิดใคร แค่พึ่งดู Happy Birthday จบอีกรอบ...
ตอนดูในโรงอารมณ์มันไม่พีคขนาดนี้ คือมันปริ่มๆละ แต่ไม่สุด คราวนี้ดูที่บ้านคนเดียว เก็บมันทุกรายละเอียดเลย...
ผมว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดีที่ผมชอบเรื่องนึงนะ ไม่เริ่มเรื่องด้วยภาพสวยๆ จากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะปางอุ๋ง ที่ที่ผมก็เคยไปครั้งนึงและชอบมาก
สิ่งที่ชัดเจนมากคือความฮาร์ดคอร์ของอารมณ์...จากภาพสวยๆ ความรักน่ารักๆ กระฉากเป็นความตกใจ ความเสียใจ ความสับสน ภาพในเวลาเสี้ยววินาที
มันคืออุบัติเหตุที่เปลี่ยนทุกอย่างในชีวิต ไม่ต่างกับความจริง แค่เสี้ยววินาทีชีวิตของคนก็เปลี่ยนได้ทันที
ความจริงแล้วเรื่องนี้มันไม่ได้พูดถึงแค่ความรักที่มั่นคงของผู้ชายคนนึง แต่มันพูดถึงสังคม ผมหมายถึงความคิดของคนในสังคมที่มองเรื่องถูกเป็นผิด เรื่องผิดเป็นถูกเพียงเพราะเอาความรู้สึก ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่มากตัดสิน...
ในขณะที่คนคนนึงรักษาสัญญา และคนคนนั้นแค่ทำในสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้อง สังคมกลับมองว่าบ้า...ไม่มีใครเค้าทำกัน ทั้งที่ดูแลกันรักกันเป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้องว่าเป้นสิ่งที่ดี
ถ้าคนเราไม่ดูแลกันจนตายจากกันไป จะเรียกว่ารักกันได้อย่างไร...ถ้าคนเราไม่รักษาสัญญา จะสัญญากันไปทำไม
ผมชอบตอนที่พระเอกถามพ่อว่า "ทำไมถึงยังรักแม่อยู่" ...อืม ทำไมคนเราถึงรักกันอยู่ แม้จากกันไป ไม่มีวันกลับมาก็ตาม...
พ่อเค้าบ้ารึปล่าว ที่รักคนที่ตายแล้ว สังคมตอบว่าไม่ แต่ทำไมพระเอกรักคนที่ตายทางการแพทย์ แต่ไม่ตายทางร่างกาย สังคมกลับบอกว่าผิด???
อีกตอนที่ชอบคือ ตอนที่พระเอกเขย่าเตียงแล้วถามนางเอกว่าตัวเค้าองดีพอรึยัง...มันแสดงถึงความฮาร์ดคอร์ในอารมณ์ได้ดีจริงๆ
สุดท้ายนี้เรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่า ตราบใดที่สัญญาต้องเป็นสัญญา สังคมก็ยังเป็นสังคม... May 27 angels and demons : มึงจะสปอล์ยหาพ่องหรอวันก่อนดูหนังเรื่อง angels and demons ดูอยู่ดีๆก็เกิดเหตุการณืประหลาด ไม่เคยเจอมาก่อนในการดูหนัง....นั้นคือฟิล์มไหม้ มันเริ่มจะเสียงเพี้ยน แล้วฟิล์มก็ฉีกขาดไป ภาพมันดูเหมือนคดีฆาตกรรมมากเลยอะ...หลอนดี แต่ถึงมันจะแปลกแค่ไหนแต่มันไม่ใช่ธีมของเรื่องนี้...
เรื่องมันมีอยู่ว่าระหว่างรอเปลี่ยนฟิล์มนั้น ผมควรจะไม่ได้ดูหนัง หนังไม่ควรจะฉายต่อ ผมไม่ควรรู้ฉากต่อไป ที่สำคัญผมไม่ควรรู้ฉากสำคัญที่ยังไม่ฉาย แต่...ผมรู้
เพราะอีเจ๊หน้าบรรณารักษ์มันให้ความกรุณา บรรยายซะเกือบจบเรื่อง....คือผมก็ไม่ถึงขนาดมารยาทงาม ในโรงหนังคุยได้นะ แต่พองามดีมะ อย่าได้แบ่งบันความรู้กันในโรงหนังเลย
ผมรู้นะ เข้าใจนะว่า อ่านมาแล้ว ท่าทางจะชอบเรื่องนี้ด้วย แต่การจะเล่าในลูกชายสุดรักมึงฟัง มึงจำเป็นต้องเล่าในโรงหนังมั๊ย มันจำเป็นต้องให้คนข้างมึงรับรู้มั๊ย มันจำเป็นมั๊ยต้องให้กู คนที่นั่งห่างจากมึง 2 ที่ ต้องรับรู้ว่าใครคนดี ใครคนร้าย ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่....
ความจริงเริ่มรำคาญตั้งแต่หนังยังไม่ฉายแล้วเพราะมันพูดเสียงดัง...แต่เอาวะ มันคงแค่พูดเสียงดังแหละ หารู้มั๊ยด้วยความไว้ใจในมารยาทที่พึ่งมี มันกลับมาทำร้ายกัน ไอเจ๊บรรณารักษ์
คำที่ได้ยินทั้งเรื่องคือ "เดี๋ยวดูนะ มันจะ..."
เอิ่มเจ๊บรรณารักษ์ครับ เดี๋ยวมันจะเป็นห่า เป็นเหว โปรเฟสเซอร์แลงดอนจะติดเอดสื ตายห่า ตกนรก ขึ้นสวรรค์ ก็ให้กูรู้เองเหอะ....ให้กูได้เห็นด้วยตา อย่าในประสาทสัมผัสหูทำงานก่อนประสาทสัมผัสตาเลย กูอยากดูหนัง....
มึงจะสปอล์ย ก็สปอล์ยก่อนเข้าโรงได้มะ เอาแบบล่วงหน้าซักนิดนึง ไม่ใช่มึงสปอล์ย 2 วินาทีก่อนเหตุการณ์จริง... คือเจ๊เหมือนผู้หยั่งรู้อนาคตเลย พูดปุ๊บอีก 2 วิมันเกิดขึ้นจริง...
ในใจอยากพูดกลับไปเหลือเกิน อยากกระซิบดังใส่หน้ามันและครอบครัวว่า..."เดี๋ยวดูนะ มึงจะโดนกูตบกบาลยกครัว"
ถึงอยากแค่ไหน ก็พูดได้แค่ในใจ ด้วยมารยาทที่พอจะมี...ทำได้แค่พยายามโฟกัสกับหนังไม่สนใจเสียงเจ๊บรรณารักษ์ ทำได้แค่นี้จริงๆ
สุดท้ายขอมอบกลอน ส่งเจ๊และครอบครัวกลับไปสิงห้องสมุด อย่าได้โผล่มาหลอกหลอนคนโรงหนังอีกเลย...
โธ่ไอเจ๊หน้าแก่บรรณารักษ์ ไม่รู้จักมารยาทในสังคม
มึงรู้ไหมพูดพล่ามไม่เหมาะสม มีแต่ลมใช่ไหมในกบาล
อยากจะตบหัวเจ๊ให้หัดอ่าน เรื่องเกี่ยวการวางตัวในโรงหนัง
ประพฤติตัวให้ดีคนไม่ชัง ไอหน้างั่งอย่าทำแบบนี้เลย....
May 10 จั๊วะ 4.0 : จั๊วะอึด ตาย (โคตรพ่อโคตรแม่) ยากใช่ครับ มันกลับมาอีกครั้ง สำหรับหนังภาคต่อที่ครองใจคนทั้งจักรวาล....จั๊วะ 4.0 : จั๊วะอึด ตาย (โคตรพ่อโตคตรแม่) ยาก
ความเดิมจากภาค 3.1 มันกลับมาราวกับผีบุปผากลับชาติมาเกิด การต่อสู้ที่รุนแรงดุเดือด แล้วจบลงด้วยชัยชนะอย่างสมศักดิ์ของฝ่ายธรรมะ
มาคราวนี้ จั๊วะ มันตายยากมาก ผมจึงต้องตั้งชื่อให้ภาคนี้เหมาะกับความอึดของมัน จั๊วะอึด ดังนั้น จากหนังเรื่อง Die Hard 4.0 (ปลุกอึด ตายยาก) จึงกลายเป็น จั๊วะ 4.0 จั๊วะอึด ตาย (โคตรพ่อโคตรแม่) ยาก
เริ่มเกิดจากความหิว ไม่ได้หิวจั๊วะนะ...หิวข้าวปกติ เลยลงไปหาของกินในครัว...ใช่ครับ มันคือสถานที่เกิดเหตุ
ผมเจอมันอยู่บนกล่องพลาสติกใบนึง ในใจคิดว่า ชิบหายละ กูต้องเขียน blog จั๊วะภาคใหม่อีกแล้วหรือเนี้ย???
ทันใดนั้น มันวิ่งหนีไปหลังตู้เย็น ผมก็วิ่งหนีไปห้องกินข้าว (ห่างไปประมาณ 5 เมตร) ตั้งสติก่อนสตาร์ท
ผมควรจัดการมันยังไงดี
- ฉีดด้วยอาวุธระยะไกล DDT ข้อดีคือ มันตายแน่ ข้อเสียคือเราจะตายตาม หลังจากฉีดดดนจานชาม ช้อนซ้อม หม้อกระทะ หรือแม้แต่ของกิน....
- จู่โจมระยะประชิด นั้นคือการตีด้วยหนังสือพิมพ์ม้วน ข้อดีคือ เราจะไม่ตายด้วยยาฆ่าแมลง แต่ข้อเสียคือ มันจะวิ่งพล่านทั่วห้องหรือมันอาจบินถ้าเราตีไม่โดน ยังไงก็ตามถ้าตีโดนมันจะเละ แล้วผมจะอ้วก......
ผมต้องเลือก ผมไม่มีทางเลือกสมานฉันท์ ในเมื่อมันบุกรุก มันต้องตาย ผมเลือกวิธีที่สอง ต่อสู้ระยะประชิด แม้มันยาก แต่ต้องทำ
ผมไล่ฟาด ฟาด ฟาด ตบ ตบ ตบ มันหลบ มันวิ่ง มันกระพือปีก.....อ้าวเหี้ย ชิบหายละ ทันใดนั้นผมคว้าถาดสปาเก้ตตี้สำเร็จรุปที่ผมกินไปตอนกลางวัน คว่ำมัน...
ทันครับ...เฉียดไปนิดเดียว ถ้าช้ากว่านี้ผมอาจเสียท่ามัน เพราะมันกำลังใช้ท่าไม้ตาย....
คราวนี้จะทำยังไงต่อดี จะทิ้งมันไว้ ถ้ามันแหกคุกอัซคาบันออกมาได้หละ...ถ้าเปิดออกมาแล้วตีมันไม่ได้หละ
แต่แล้วผมก้คิดได้ว่า เราปราณีประนอมกับเรื่องนี้ไม่ได้ มันต้องตายผมจึง ง้างสุดมือ แล้วเปิดฝา เพื่อตบมันให้ตาย...
ผั๊วะ....แรงมากกกกกกกกกกกกกกก เละแน่....ครับ....ถ้าโดนนะ แต่ไม่โดนไง มันเลยหลุดออกจากอัซคาบันได้
ตบ ตบ ตบ ฟาด ฟาด ฟาด เชี่ยเอ้ยยย...ไม่โดน โอ้ยยยยยย หุดหิด
ปิดประตูวิ่งมาตั้งหลัก...ตอนนั้นจะอ้วกแล้วเพราะเสือกจินตนาการว่ามันจะเละ...เอาใหม่ ตั้งสิตใหม่....สู้เว้ยยยยยยยยยยยยย
เข้าไป มันกำลังมุดหนี...ไอครั้นจะลากขามัน มาฟาดอีก ก็ใช่ที่ จะปล่อยมันไป มันก็อาจกลับมาอีก คราวหน้าไม่รุ้จะตั้งชื่อภาคว่าอะไรแล้ว...
สุดท้ายมันหนีไปได้....เฮ้ออออออ
พอมีใจเย็นลง ค่อยๆคิด ก็นึกได้ว่า ถ้าอัด DDT เข้าไปตอนมันถูกขังในอัซคาบัน ป่านนี้มันตายไปนานแล้วเนี้ย...พูดแล้วก้เจ็บไป คราวหน้าเจอกันจะยิงไม่ยั้งเลย...ชิบ!!!
ก่อนจากกันไป ยังไงก็ต้องมีกลอนรักจากใจให้พี่จั๊วะอึด ตายยาก
จั๊วะมันกลับมาอีกมาหลอกหลอน เจอครั้งก่อนสู้กันมันหนักหนา
เจอคราวนี้ตายยากเหลืออุรา ไอจั๊วะฆ่าตายยากมากจริงจริง
กรูนั้นอยากระดมยาไปยิง แต่มันวิ่งเร็วโคตรยิงไม่ไหว
แล้วคราวนี้มันก็หลบหนีไป เจอกันใหม่กรูไม่ปล่อยแน่นอน May 01 เรื่องของขนาด...วันนี้เกิดอาการลงแดง...อยากกินโค้กหรือเป็บซี่ก็ได้ อยากมาก ขึ้นขั้นที่เรียกว่ากระเหี้ยนกระหือรืออยากกินเป็บซี่ แถวนั้นร้านขายน้ำก็ไม่มี เซเว่นก็ไม่มี จะมีก็คือ McDonald นั้นแหละ ก็เลยไปซื้อ...
เรื่องก็มีอยู่ว่า ผมอยากกินมาก แต่ไม่อยากกินเยอะเพราะไม่อยากปวดฉี่เข้าห้องน้ำบ่อย...ผมเลยสั่ง "เอ่อ...เอาโค้กแก้วเล็กครับ"
พนักงานทำหน้างง...เอียงคอ กรุณาจินตนาการหน้าหมางง...."แก้วเล็กไม่มีคะ"
ไม่มีแปลว่าอะไรวะ...ผมคิด ในขณะที่พนักงานพูดต่อว่า "เรามีแก้ว กลาง/ใหญ่/ใหญ่พิเศษ"
เอิ่ม...แก้วที่ผมอยากได้ มึงจะเรียกแก้วเหี้ยอะไรก็เรียกเหอะ...กูหมายถึงเล็กที่สุดเท่าที่มึงมีนั้นแหละ...อันนี้คิดในใจนะ ไม่ได้ถ้อยแถลงออกไป
"เอ่อ ครับ...งั้นผมเอาแก้วที่คุณเรียกว่าแก้วกลาง แต่คนทั่วไปเรียกแก้วเล็กอะครับ"
พนักงงานขาย คงแฮปปี้ที่ผมสั่งแก้วกลางซะที...
สรุปคือ...ผมได้น้ำขนาดเล็ก ในราคาขนาดกลาง...พร้อมไอเดียดีๆ ที่ทำออกมารับร้อง ขายดียิ่งกว่าน้ำไซส์กลาง...เพราะมันคือ...
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
. ถุงยางไซส์กลาง ใหญ่ และ ใหญ่พิเศษ ฮ่าๆๆ.... April 17 จั๊วะ 3.1ความเดิมเมื่อภาคแรก จั๊วะมันอยู่ในรถ จนถึงวันนี้ผมไม่รู้มันเป็นหรือตาย ตายแล้วเป็นวิญญาณจั๊วะ ตามหลอกหลอนชาวบ้าน หรือจริงๆแล้วมันไปเกิดใหม่...
วันนี้ช็อคโคตรแม่...มันกลับมา มันกลับมา มันกลับมา...
มันไม่ได้กลับมาในร่างเดิม มันไม่ได้มาในที่เดิม
มันเกิดใหม่มา มันมาในบ้านผม...มันคือ ไอจั๊วะตัวแรกของบ้านใหม่ผม....ไอจั๊วะชั่ว....กรูไปฆ่าพ่อมึงหรออออออออ ตามหลอนกูอยู่ได้....
จะจัดการมันยังไงดี จะเอายังไงกับมันดีวะ...ไอครั้นจะหาของตีก็กลัวมันเละ กลัวเห็นสภาพหลังความตายมันแล้วจะอ้วกกกกก...
เดิน DDT ทั่วบ้าน ก็หาไม่เจอ ใจนึงก็กลัวมันหนีหามันไม่เจอ กลัวมันหนีขึ้นห้องนอน แต่จะมัวจ้องมันอยู่ตลอดมันก็คงไม่ได้ตายด้วยสายตาอาฆาตของผมแน่
ยังไงก็ต้องหาในเจอ...
ในที่สุดก็เจอ...ในห้องเก็บของ ห้องที่เก็บทุกสิ้งทุกอย่าง ทั้งน้ำมัน คันร่ม พรมเช็ดเท้า ราวตากผ้า ฝาเพดาน จานชาม อาร์มแชร์ แจกัน ชั้นวาง รางรถไฟ ไขควง ดวงไฟ ไปจนถึง DDT
เนื่องจากห้องเก็บของใกล้บริเวณที่มันอยู่ ประตูก้ต้องปิดเบาๆกลัวปิดแรงไปเดี๋ยวไก่จะตื่น...ไก่ในที่นี่หมายถึงจั๊วะนะ...
ผมแดมันสุดแรงเกิด ฉีดๆๆๆๆๆ มึงหนีกูฉีด มึงปีนก็ฉีด มึงไม่หนีกูก็ฉีด สุดท้ายมึงหงายก็ก็ยังฉีดไม่ยั้ง....ทั้งที่รู้ว่าฉีดเดียวมันก็ค่อยๆซึมตาย
แต่ไม่เห็นมันมันตายกับตา ไม่เห้นมันตายระหว่างที่ฉีด มันไม่มั่นใจ กลัวว่ามันจะฮึดแรงเฮือกสุดท้าย ในท่าไม้ตายบินใส่....
สุดท้ายนี้ของส่งมันสู่สุขติด้วยกลอนจากในอีกครั้ง
ไอจั๊วะหน้าโง่ โอ้โหคิดสู้
หรือมึงไม่รู้ มึงสู้กับใคร
กูชื่อท่านใจ๋ จำใส่กะโหลก
แล้วหัดชะโงก ไม่โศกเศร้าตาย...
สุดท้ายนี้ขอจบเรื่องราวของไอจั๊วะเพียงภาค 3.1 เท่านั้น...หวังว่าเราคงไม่ต้องมีภาค 3.2, 3.3 และ 3.4 อีกต่อไป
ps อย่างงว่าทำไมภาค 2 หายไป...เอาเป็นว่าไม่อยากสงสัยกรุณาไปดูบุปผา 3.1 ...ไม่เช่นนั้น ผีบุปผาจะได้หาคุณ..... April 15 บุปผาราตรี 3.1ไม่ได้จะสอยล์นะ แค่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริงระหว่างดูหนัง...
อย่างที่รู้หนังเรื่องนี้มีผีเด็กผู้หญิง...ผมได้ยินเสียงเด้กผู้หญิงครับ ตอนผมไปเข้าห้องน้ำระหว่างหนังฉาย...
ห้องน้ำชายแต่มีเสียงเด้กผู้หญิง...มันแน่ๆ มันมาแน่ๆ ไอผีจากในหนัง....
น่ากลัวสัดอะ...
แล้วผมก้รวบรวมความกล้า...รีบรูด โผ่หน้าออกมาดูว่าเสียงใคร ผีหรือคน ถ้าคน มันเข้ามาได้ไง!!!
แล้วก็พบว่า...
มันคือ
พ่อพาลูกสาวมาเข้าห้องน้ำ....
เชี่ย กูตกใจนะ...วันหนังบอกก่อนสิวะ April 13 ถ่ายรูปไม่ได้เพราะเจ็บปากงงมะ...เจ็บปากมันเกี่ยวอะไรกับถ่ายรูปไม่ได้...
ก้เพราะเวลาเล็งภาพ ปากมันมันเล็งไปด้วย เล็งเมือ่ไหร่เจ็บน้ำตาไหลเลย ฮ่าๆๆๆ
เลยไม่ได้ถ่ายรุปเนื่องด้วยสาเหตุนี้นี่เอง March 04 korean cultureทำงานบริษัทเกาหลีมา 4 เดือนแล้ว...ได้เรียนรู้ว่า
คนเกาหลี...ชอบคนทำงานหนัก โปรโมตคนที่ผลงาน
คนไทย (บางคน)...ชอบคนทำงานหนัก โปรโมตคนที่ใกล้ชิด
คนเกาหลี...ทำงานหนัก เที่ยวหนัก
คนไทย (บางคน)...เที่ยวหนัก ทำงานหนักไม่เอาเบาไม่สู้
คนเกาหลี...นินทาคนได้ 3 ภาษา ขึ้นอยู่กับคนที่พูดถึงมันไม่ได้ภาษาไหน
คนไทย (บางคน)...นินทาคนได้ภาษาเดียว ไม่สนว่าคนที่พูดถึงจะฟังอยู่รึป่าว
คนเกาหลี...โดนหัวหน้าด่า จะไม่เถียงทำตาม ถ้าไม่ได้ค่อยอธิบายวิธีที่ตัวเองคิด
คนไทย (บางคน)...โดนหัวหน้าด่า เถียงและไม่ทำตามคำสั่ง หรือแม้แต่สิ่งที่ตัวเองคิด
คนเกาหลี...ขับรถญี่ปุ่น ทั้งที่เป็นผู้บริหารเงินเดือนหลายแสน
คนไทย (บางคน)...ขับรถยุโรป ทั้งที่ต้องผ่อน 70 ปีก็เหอะ
คนเกาหลี...มีวินัย แต่ไม่เคารพกฎเท่าไหร่
คนไทย (บางคน) ไม่มีวินัย แต่ไม่กล้าแหกกฎ
คนเกาหลี...ไม่ถือตัว การเมาเป็นหมา ถึงจะเป็นผู้บริหารก็ไม่แปลก ถ้าได้เฮฮานอกเวลางาน
คนไทย (บางคน)...เก็ก ตั้งแต่พนักงานระดับต่ำสุดยันเจ้าของกิจการ เพราะสังคมไทยมองคนที่ฟอร์มมากกว่าความคิดและผลงาน
ไม่ได้จะบอกว่าคนเกาหลีดีกว่าคนไทยนะ แต่จะเปรียบเทียบว่าทำไม เมื่อซัก 12 ปีที่แล้ว เราบอกเราจะแข่งกับเกาหลี นิก เนิก อะไรนี่แหละ (new industry country มั้ง) ทุกวันนี้เราตามหลังทุกอย่าง...
เราไม่ใช่แค่ตามหลังด้านเศรษฐกิจ เราตามแฟชั่น ตามวัฒนธรรม ตามทุกสิ่งทุกอย่าง...ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ มันไม่ได้เสียหายอะไร แต่มันก็หาข้อดีไม่ค่อยได้ สิ่งที่ดีของคนเกาหลีคือแนวคิด วิธีการคิด และความจริงจังในการทำตามความคิด...
ถ้าคนไทยมีแนวคิด ว่าจะมีวิธีคิดที่จริงจังในแนวคิดว่าจะมีวิธีคิด...เราคงไม่ต้องนั่งรอเงินแจกจากเด็กฝึกงานตำแหน่งนายกหรอก ฮ่าๆๆ January 02 inspirationช่วงนี้ผมรู้สึกว่าผมถ่ายรูปแล้วผมพอใจกับภาพที่ออกมามากขึ้นนะ ทั้งที่เวลาว่างที่จะไปจับกล้องก็น้อยลง เพราะทำงานหนักขึ้น ผมไม่คิดว่าภาพที่ถ่ายสวยขึ้นนะ ผมไม่ได้บอกว่าภาพมันสวยขึ้นนะ แต่ผมเริ่มกลับมายืนในจุดที่ผมเริ่มอยากจะถ่ายรูปเป็นครั้งแรก
ผมตัดสินใจซื้อกล้องหลังจากคิดว่าผมมีแรงบัลดาลใจมากพอที่จะถ่ายรูปแล้ว ผมถ่ายได้ห่วยแตกมาก แล้วก็คิดว่าแค่แรงบัลดาลใจไม่พอที่จะถ่ายรูปได้ ผมจำเป็นต้องมีความรู้เทคนิค และการฝึกฝนที่มากกว่านี้...ผมก็เริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น มากขึ้น ถ่ายมากขึ้น มากขึ้น จนผมรู้สึกว่ารู้บางรู้ที่ผมถ่าย มันก็พอที่ให้คนอื่นดูได้แล้ว...
แต่ผมไม่พอใจกับมันมากเท่าความสวยงามที่เพิ่มขึ้น....ผมว่าภาพสวยขึ้นแต่มันไม่ใช่....มุมมองนี้มันคือมุมมองของช่างภาพคนอื่น...ที่ผมทำตามเทคนิคที่เขียนไว้ มันไม่ได้มากจากที่มองว่าสวย มันมากจากความเชื่อที่ผมอยากให้คนอื่นมองว่าสวย...
ช่วงนี้ผมไม่แคร์ว่ารูปผมจะสวยไม่สวย ผมกดชัตเตอร์ไม่พร่ำเพรื่อ กดเมื่อรู้สึกว่าใช่ กดเมื่อรู้สึกว่าต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้ ผมว่ามันใช้แหะ...
วันนี้ผมเดิมทั้งเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เข้าร้านหนังสือ 4 ร้านเพื่อหาหนังสือ "The Moment It Clicks" ของ Joe McNelly มันเป็นหนังสือที่บอกว่าภาพของช่างภาพคนนี้ ถ่ายที่ไหน เมื่อไหร่ อุปกรณ์ เทคนิค ที่สำคัญแนวคิด แลแรงบัลดาลใจของการถ่ายภาพนั้นๆ....ผมเดินเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ นึกแล้วเสียดายที่ไม่ได้จองในงานหนังสือครั้งที่ผ่านมา...ไม่งั้นผมคงได้เข้าใจมุมมองและความคิดของการถ่ายภาพของช่างภาพคนนี้มากขึ้น...
แต่ยังไงก็ตามผมก็ยังโชคดีที่เจอหนังสือเล่มนึงชื่อเรื่อง "Sense & Inspiration" ของช่างภาพคนไทย ต่อพงษ์ ชาลวาลา เป็นหนังสือลักษณะเดียวกันกับ "The Moment It Clicks" ผมเลยซื้อมาอ่าน...และมันก็เป็นแรงบัลดาลใจสำหรับ blog ในวันนี้...
ps ปกติผมจะเรียกคนที่ถ่ายรูปด้วยกล้อง nikon ว่าศิลปินนะ แต่ขืนเรียกศิลปินพร่ำเพรื่อ มันจะไม่แนว...เลยใช้ช่างภาพไปละกัน ฮ่าๆๆ December 27 จั๊วะเคยสังเกตมั๊ยครับว่าคำบางคำมี 2 ความหมายที่ต่างกันสุดขั้ว ขาวจั๊วะ กับกาจั๊วะ จั๊วะแรกขาวโคตร จั๊วะหลังดำโคตร จั๊วะแรกสะอาด จั๊วะหลังสกปรก จั๊วะแรกใครก็ชอบ จั๊วะหลังใครจะชอบ...
เรื่องเกิดจากวันนี้เปิดประตูรถแล้ว กาจั๊วะวิ่งเข้าไปในรถ ระยำแล้วครับพี่น้องครับ...หาไม่เจอ แต่ต้องขับกลับบ้าน...ชิบหายแล้วค้าบบบบ ขับรถไปใจก็กระวนกระวาย ขับไปมองไป มันจะจู่โจมกรูมั๊ย เกิดมันบินมาตอนขับ ตกใจแล้วรถจะชนมั๊ย...จิตใจหุดหิดว้าวุ้นมาก...วันนี้จึงฝากกลอนจากใจให้พี่จั๊วะในรถผม...
เจอจั๊วะแล้วยั๊วะ ไล่ตบผั๊วะผั๊วะ ยิ่งตบยิ่งยั๊วะ เพราะผั๊วะไม่โดน...
ps แต่งแล้วจบไม่ลงครับ แต่งได้แค่นี้แหละ... December 14 ชิวมาก...ชิวมาก...วันนี้โยน bowling การกุศลของเคมเทค แล้วก็ไปกินเนื้อย่าง แล้วก็ไปชิวกับตัวเอง ถ่ายรูปที่พุทมณฑล...วันนี้ทำไมกรูชิวจังวะเนี้ย...
กลับบ้านมาดูละครเกาหลีเรื่องอะไรไม่รู้...ตอนจบร้องไห้น้ำตาไหลพราก ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องอะไร ดูปุ๊บ ตอนจบปั๊บ ก็อินได้ ฮ่าๆๆ
หมดแล้ววันอาทิตย์...ทำไมชีวิต 1 วันมันเขียนอะไรได้สั้นแค่นี้...
ps msn live spaces มันทำบ้าอะไรใหม่ๆของมันอะ ใช้ยากแสดดดด...มันอยากให้คนที่ใช้น้อยอยู่แล้ว เลิกใช้มันให้หมดใช่มั๊ยเนี้ย... December 10 วัน-ราช-ทำ-มะ-นวยไม่ได้สะกดผิดนะครับ วันนี้เป็น "วัน-ราช-ทำ-มะ-นวย" จริงๆ วันเฮงซวยที่รัฐธรรมนูญกำลังทำลายประเทศชาติ...วันที่รัฐธรรมนูญอัปยศยังศักดิ์สิทิ์ด้วยกระบอกปืน ไม่ใช่การยอมรับ...เพราะไม่ได้มาจากประชาชน...
วันนี้ได้ฟังบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แล้วชอบช่วงนึงที่มาก เลยเอามาก๊อบแปะไว้...
"ผมถาม นศ คนนั้นว่า นิติรัฐคืออะไร นศ คนนั้นตอบว่า คือการปกครองด้วยกฎหมาย ผมก็ถามต่อว่า แล้วรัฐเผด็จการที่ปกครองด้วยกฎหมาย เป็นนิติรัฐหรือไม่ นศ คนนั้นก็งง ผมก็บอกว่า คุณผิด ..."
" ถ้าถามว่าวันนี้ ประเทศไทยยังเป็นนิติรัฐหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ ...." ผมว่ามันชัดเจนในตัวมันเอง ว่าทำไมการตัดสินใดๆถึงต้องรับแม้ยอมรับไม่ได้...ผมไม่ได้บอกว่าศาลผิด แต่ถ้าศาลเป็นหุ่นยนต์ ในเมื่อกฎหมายเขียนมาให้ตัดสินว่าผิด ก็เลยตัดสินว่าผิด ก็ไม่รู้ตำแหน่งหน้าที่นี้มันจะน่าเคารพยกย่องตรงไหน...จ้างโปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมว่าคนนี้ผิดถูกก็ย่อมได้...
เมื่อที่มาของกฎหมายมันคือรากเหง้าของเผด็จการ...ทำไมเราต้องยอมรับผลของกฎหมายที่มาของสิ่งเลวทรามแบบนี้???
วันนี้คนคนนึงที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากเป็นนายก ก็คงได้เป็นในอีกไม่กี่วัน...ก็ไม่รู้จะกระเหี้ยนกระหือรือขนาดนี้ทำไม ในเมื่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายกทำอะไร ถ้าทำได้แค่สร้างภาพและแดกดันคนอื่น...ผมกำลังสงสารตัวเองที่เปิดทีวีทีไรก็เจอคนคนนึงกำลังยิ้มร่า เพราะได้สนองตัณหาอยากเป็นนายก
คนไทยบางคนก็มีตรรกะว่า "คบโจรแล้วโจรจะไม่ปล้น" กลัวพาลธมารเสื้อเหลือง จะปิดโน้นปิดนี่ก็เลยไปตามใจ โดยใช้เหตุผลว่า ใครก็ได้เป็นนายก ที่พวกพาลธมารจะไม่ออกมาอีก...ผมว่าตรรกะคล้ายๆกัน ก็โดนหลอกมาแล้วทีนึงตอนเลือกรัฐรรมนวยฉบับนี้ "เลือก 50 ไม่งั้นถ้า 50 ตกไป ไม่รู้ว่าทหารจะเอาของปีไหนขึ้นมา...เลือกที่เราเห็นสุดท้ายค่อยไปแก้" คนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพก็โง่ซ้ำที่จะเชื่อคนที่หน้าด้านขอนายกพระราชทาน ม.7 ทั้งที่ในหลวงรับสั่งแล้วว่าทำไม่ได้ ทำตามอำเภอใจไม่ได้...
เพราะรัฐธรรมนวยปี 50 ด้วย มาจากการรัฐประหาร มาจากเผด็จการ...เขียนรัฐธรรมนวย แทนที่จะเขียนรัฐธรรมนูญ...ประเทศไทยถึงวุ่นวายแบบนี้...นิติรัฐที่ไม่อาจยอมรับ การเลือกปฏิบัติ และบันไดขั้นสุดท้ายส่งมาร์ค ม.7 สำเร็จความใคร่...ประเทศไทยจะเป็นยังไง ความจริงแล้วผมไม่อยากรับรู้ แค่รับผลที่ตัวเองไม่ได้กระทำ ผมว่าคนไทยก็น่าสงสารมากพอแล้วครับ...
December 06 bitter-sweetเพลงบางเพลงฟังไม่ออกแต่เราก็ชอบมันนะ...เพลงที่ผมใช้อยู่ ผมไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไรด้วยซ้ำ แน่นอนความหมายก็ไม่รู้ แต่ผมชอบมันนะ มันทำให้ยิ้มทั้งที่เสียใจ รู้สึกดีแม้จะไม่มีใคร...ไม่รู้ดิบอกไม่ถูกนะ...เข้าใจป่ะ ฮ่าๆๆ November 19 Japan Trip Episode 1โดดงานไปยุ่นปี่มาครับ...ยังไงก็ต้องรีบมาเขียนใน blog ก่อนที่ความทรงจำบางส่วนจะหายไป (ตอนนี้ก็หายไปมั่งละ) ใครคิดว่าจะมาอ่านเรื่องราวแบบคุณเจ๊หัวฟูแบบตอนไปกวางโจว ก็ขอบอกว่า ไม่มีมนุษย์อย่างเจ๊หัวฟูที่ญี่ปุ่น ที่นี่มีแต่คนดีมีมารยาท เป็นสวรรค์ของคนรักการกินเนื้อและการถ่ายรูปเลยทีเดียว...แน่นอนผมกำลังบอกว่ามันเป็นสวรรค์ของผมเพราะผมชอบทั้งเนื้อและถ่ายรูป ฮ่าๆๆ...ข้อเสียของญี่ปุ่นคือประเทศอะไรอยู่ 6 วัน ไม่มีคนสวยซักคน...ใครไม่เชื่อว่าตอนเด็กน่ารักตอนโตจะน่าเกลียดให้มาดูที่ญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นน่ารักเกือบทุกคน...ใช่ครับ โตขึ้นมาก็อย่างที่บอกนั้นแหละ...คงไม่ต้องอธิบาย ไม่อยากอธิบายเดี๋ยวภาพมันหลอนขึ้นมา ฮ่าๆๆ
เริ่มเรื่องดีกว่า...เริ่มจากออกเดินทางตอนโคตรดึกของคือวันพฤหัสที่แล้ว เรื่องเกิดตั้งแต่ก่อนขึ้น ฮ่าๆๆ ผมทำ boarding pass หล่นหาย เดินหาจนทั่วไม่เจอ ก็เลยต้องไปให้ที่ counter check in ช่วย print ให้ใหม่ โชคดีที่คนไม่เยอะไม่งั้นคงลำบาก เพราะความงี่เง่าของผม ฮ่าๆๆ
ออกเดินทางจาก suvarnabhumi (เพื่อนที่ไม่ใช่คนไทยมักจะอ่านว่า สุวานนาบูมิ) จนถึงสนามบิน kansai ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ลงมาก็เจอเรื่องอีกคนได้ กระเป๋าแตกครับ เซงโคตรแม่เลยอันนี้...จะเครมให้มันจ่ายเงินเลย มันบอกว่ามันจะจ่ายให้ 500 เยน เอิ่ม...ร้อยกว่าบาท....ในใจคิดว่าไปซื้อข้าวปั้นไส้หมูหยองให้ป้ามึงเหอะ ผมเลยไม่เครมกับมันแล้วเก็บไว้มาเครมที่ไทย...อุบาดมาก คิดได้ไง 500 เยน
วันแรกเดินที่ Nara park ตั้งใจว่าจะเจอต้นไม้แดง ใบไม้แดง...แต่...เขียวชะอุ่มเลยทีเดียว อาจเพราะอากาศยังไม่หนาว จริงๆต้องบอกว่าไม่หนาวเลย ...Nara park มีลักษณะเป็นเขา เขานี้กวางเยอะมาก มากกว่าหมาจรจัดบ้านเราซะอีก มีเป็นพันตัวเลยมั้ง เยอะมาก ไม่กลัวคนด้วย...ผมว่ามันคล้ายๆลิงที่เขาวังอะ เพราะมันเยอมาก ไม่กลัวคน ที่สำคัญตะกละ เดินไปเรื่อยจนตกเย็นก็นั่งรถไฟไป Osaka กินปลาปักเป้า ตั้งความหวังกับนาเบะปักเป้าไว้มาก เพราะมันปลาปักเป้าอะ ไม่เคยกินเลย แล้วก็แพง มันควรที่จะอร่อย และเมื่อได้กินจริง มันก็.....เอิ่ม เฉยๆอะ ฮ่าๆๆ อาจเพราะร้านที่กินันไม่อร่อยหรือวันที่กินมันไม่อร่อยก็ไม่รู้อะนะ ไม่อยากรู้คำตอบ ไม่อยากหาคำตอบ มันไม่สำคัญเพราะจ่ายตังไปแล้ว ฮ่าๆๆ
วันที่สองไป kyoto ที่นี่ต้นไปเริ่มเปลี่ยนสี...แดงและเหลืองค่อนข้างชัด....ถ้าต้นไม้พวกขึ้นเมืองไทยคงมีคนแอบอ้างว่าสีแดง-สีเหลืองแสดงถึงใคร ฮ่าๆๆ ต้นไม้แย่งกันรักชาติ ฮ่าๆๆ เดินถ่ายรูปที่สะพาน ที่ริมน้ำ แล้วก็ไปที่วัดที่นั่งสมาธิของพวกนิกายเซน เค้าว่ากันว่าคนที่นั่งสมาธิบางคนสามารถมองสวนหินที่นี่เต้นระบำได้ อืม...แนวมากๆ มองไงมันก็คิด นี่กรูญาณไม่ถึงหรือกูกรูบ้าไม่พอวะเนี้ย ฮ่าๆๆ ตอนเย็นเข้าเมืองมาวัดอะไรซะอย่างที่คนเข้าไปกันเยอมาก อารมณ์ว่าวัดดังของ kyoto ถ้ามีงานพิธีสำคัญจะจัดที่นี่ แล้วคนจะเต็มถนนหน้าวัดเลย (พูดเหมือนตอนไปมีงานสำคัญอยู่ ฮ่าๆๆ) มื้อเย็นไปกินเนื้อย่าง หุหุ สั่งมากินไม่หมด มันบอกว่าเหลือเยอะจะปรับตัง เราก็เลยเผาทิ้งกันซะงั้น ฮ่าๆๆ นิสัยไม่มีนะครับ อย่าเองเป็นเยี่ยงอย่าง (ทำกันเยอะ...เดี๋ยวที่ร้านรู้ทัน)
เหนื่อยละ 4 ทุ่มบ้านเราก็เที่ยงคืนที่นี่ละ...ไว้จะมาเล่าต่อภาค 2-3-4-5 ขอนอนเอาแรงก่อน ทำงานพรุ่งนี้ เช้ามากกกกกส์ November 11 มันมากับฤดูหนาว...ผมรู้สึกได้ว่าหน้าหนาวกำลังมาแล้ว สาบานได้ว่ายังไม่รู้สึกเย็นแต่ผมรู้สึกถึงหน้าหนาวแล้วจริงๆ มันไม่ใช่วันเวลาบนปฏิทินทำให้ผมรู้ว่ามันเข้าหน้าหนาว มันคือไฟฟ้าสถิตย์ที่มันคอยช๊อตผมตลอดเวลาที่ผมแตะ สัมผัส หรือทำหอกอะไรกับสิ่งที่เรียกว่าโลหะ...
อยากเคยพูดเรื่องไฟฟ้าสถิตย์เมื่อนานมาแล้ว ว่ามันมาพร้อมอากาศหนาว...มันคอยทำร้ายผมทุกครั้งที่มีจังหวะ รวมถึงบางทีก็ไม่มีจังหวะ มันก็ช๊อต เรื่องนี้เป็นปัญหาในการดำรงชีวิตผมมาก แต่บางปัญหาในชีวิตเราก็แก้มันไม่ได้ ผมเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางในชีวิต คือใส่ถุงมือเพื่อให้มันไม่ช๊อต ไม่งั้น...ผมก็ต้องทน ทางที่ทนมันดูไม่แก้ปัญหา แต่ถ้าต้องแก้ด้วยการใส่ถุงมือ...ผมว่าผมคงไม่แนวคนเดียวแน่
จริงๆแล้วผมจะเขียนเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว แต่ไม่ได้เขียนซักที เพราะเหนื่อย เพราะไม่มีเวลา เพราะมีเรื่องอื่นเกิดขึ้นมาก่อน (รถโดนชน) รวมถึงเพราะผมยังไม่สัมผัสถึงหน้าหนาว...ถึงตอนนี้ผมไม่เหนื่อยมาก ผมมีเวลา ไม่มีอะไรมาแทรก ที่สำคัญผมสัมผัสได้ถึงหน้าหนาว ตามที่ได้กล่าวมาจาก 2 ย่อหน้าแรกแล้ว ฮ่าๆๆ
ความจริงคือผมรู้สึกแปลกกับฤดูหนาวปีนี้นะ มันเป็นความรู้สึกแปลกที่ดีนะ อาจเป็นเพราะช่วงปีที่ผ่านมา ผมเจออะไรแปลกๆใหม่ๆกับชีวิตมาเยอะ การเข้าหน้าหนาว ก็เหมือนการบอกเราว่ามันจะสิ้นปีแล้ว...ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงต้องตื่นเต้นกับความรู้สึกของหน้าหนาวปีนี้ ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นการประดับไฟ ตื่นเต้นที่จะได้เห็นการที่ผู้คนเริ่มเอาเสื้อหนาวมาใส่ ทั้งที่มันก็แบบนี้ทุกปี แต่ผมกลับตื่นเต้น...
พูดถึง 1 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวในชีวิตเกิดขึ้นมากจริงๆ ผมเปลี่ยนงานถึง 2 ครั้ง รถชนถึง 4 ครั้ง (ไม่นับยิบๆย่อยๆ) ผมได้ลองสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ผมได้เจอสิ่งที่สมหวังและผิดหวัง ผมเจอสิ่งที่ผมอยากเก็บไว้ในความทรงจำและสิ่งที่ไม่อยากเก็บไว้ แม้สมควรจำจดเป็นสิ่งที่เรียกในแง่ดีว่าบทเรียน...ผมได้ร้องไห้ทั้งดีใจ ทั้งเสียใจ หรือแม้แต่ไร้เหตุผล
หลายคนบอกว่าช่วงอายุ 25 ปี หรือช่วงเบญจเพส มันเป็นช่วงสำคัญของชีวิตที่เราจะต้องเจออะไรมากมายทั้งดีและไม่ดีในชีวิต ไม่รู้จะเชื่อดีมั๊ย แต่ปีนี้ก็มีเรื่องดีและไม่ดีทั้งมากและก็แรงด้วย...ผมย้ายงาน ได้เจอสิ่งใหม่ๆในชีวิต ได้เจอเพื่อนใหม่ นี้นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับปีที่กำลังจะจบลงนี้เลย สิ่งดีๆอีกอย่างคือผมกำลังจะย้ายเข้าบ้านใหม่ที่สร้างใกล้เสร็จแล้ว กำหนดเสร็จคงช่วงปลายปีพอดี สิ่งดีที่นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของปีที่ผ่านมาอีกอย่างคือ manchester united ยอดทีมของผมสามารถคว้า double champ ทั้ง premier league และแชมป์ที่ผมรอมาถึงที่ 9 ปี uefa champions league ในคืนวันที่ได้แชมป์รายการนี้ ผมถึงกับร้องไห้เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ จะว่าพิมพ์ไปน้ำตาก็จะไหลไปนะเนี้ย...
ชีวิตคนเราก็ไม่ได้เจอแค่เรื่องดีๆ ผมเองก็ขับรถชนเกือบตาย จะโทษดวงก็ไม่ได้ ผมมันไม่รู้จักคิดเอง เลือกที่จะเมาแล้วขับ...ปีนี้ผมยังเจอเรื่องบ้าๆในชีวิตเยอะแยะมากมาย จนบางครั้งผมไม่อยากจดจำมันในฐานะบทเรียนเพราะถ้าเรียกว่าบทเรียน มันทำให้เราคิดไปว่าเราไม่ได้โง่ เราแค่เรียนรู้มัน แต่ในความจริงเราโง่ เราไม่ได้อยากเรียนรู้มัน...สำหรับ ถ้ามองในความจริง มันคงสอนผมมากกว่ามองแง่บวกแล้วได้แต่ปลอบใจตัวเอง
ความเป็นจริงนี่มันก็แค่กลางเดือนพฤศจิกาแล้วผมมาสรุปอะไรกับชีวิตในปี 2008 เนี้ย??? บางทีอีก 1 เดือนกว่า ชีวิตผมอาจจเจออะไรแปลกกว่านี้ก็ได้
เขียนมาซะยาว สรุปได้ว่า ไฟฟ้าสถิตย์เตือนให้ผมนั่งทบทวนกับตัวเองว่า 1 ปีที่ผ่านมาผมเจออะไรในชีวิตบ้าง...ถ้ามองในแง่ดี มันคือข้อดีของการที่ผมโดนไฟฟ้าสถิตย์ช๊อต แม้ในความเป็นจริง มันตั้งใจช๊อตผม มันไม่ได้ตั้งใจมากเตือนผมซะหน่อย...ฮ่าๆๆ
|
|
|