thanut's profileGallery Kon BaPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
June 28 3 ขวบพึ่งรู้ว่า blog อายุครบ 3 ปีแล้ว blog แรกที่เขียนคือวันที่ 21 Jun 2005 นี่เลยว่า 1 สัปดาห์หลังจากครบ 3 ปีเต็ม...happy birthday ตัวเองละกันวะ...ฮ่าๆๆ June 26 ลิฟท์หลอนhead office ของ nestle อยู่ที่ตึก the office @ central world ชั้น 38-43 ผมทำงานอยู่ชั้น 40 แน่นอนผมขึ้นลงลิฟท์ทุกวัน จนกระทั่งเจอทีเด็ดจนได้...
คุณเคยเชื่อเรื่องผีมั๊ย...หลายครั้งที่ผมเคยฟังคนอื่นเล่า เรื่องผีในลิฟท์ ผมไม่เคยเชื่อ จนกระทั้งเจอทีเด็ดจนได้...
ผมลงลิฟท์จากชั้น 40 กดลิฟท์ไปชั้น 3 ลิฟท์มา ผมก็เข้าลิฟท์ ลิฟท์ก็เคลื่อนตัวลง จนตัวเลขบอกว่าถึงชั้น 3 แล้ว แต่ประตูไม่เปิด...ชิบหายในใจ
นอกจาประตูไม่เปิด ลูกศรที่บอกทิศทางลิฟท์มันชี้ขึ้น...ลิฟท์พุ่งขึ้น ชั้น 31 แต่ประตูไม่เปิด ลูกศรมันลงอีกครั้ง เร็วมาก ชั้น 3 อีกแล้ว เชี่ยลูกศรชี้ขึ้น ลง ขึ้น ลง...ชิยหายในใจอีกครั้ง...
แล้วลูกศรก็พุ่งขึ้น เร็วมากจากชั้น 3 มันมาถึงชั้น 43 หยุดประตูเปิด ผมเดินออกทันที...
นี่หรือที่เรียกว่าลิฟท์ผีสิง...โอ้วแม่เจ้า.... June 25 จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ใช้ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง ! บ้านเมืองกำลังอัตคัตฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบ้านเมืองให้มีงานทำจึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินมีเท่าไหรก็เอาฝากต่างประเทศคอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฏหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า ๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง ๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก ๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก ๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่) ๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น ๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริย์” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า คณะราษฎร ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ June 22 ปิดเทอมใหญ่...หัวใจหมกมุ่นไม่ได้ดูในโรง พึ่งดูจากการที่ไม่มีอะไรทำ...เมื่อวานเลยซื้อมาดู
พุ - ไม้ - นานา
เรื่องนี้น่ารำคาญสุด คือมันไม่หล่อ สาวไม่ควรกริ๊ด...ไม่สนุก ไร้สาระ ไม่อิน ไม่เข้าใจ ไม่ควรมีเรื่องนี้ก็ได้...โผล่มาเมื่อไหร่ FF ทันที
โอ๋เล็ก - ตี่ตี๋
คือไม่เคยบ้าแบบนี้ มันบ้า ไม่อิน ไม่เข้าใจ ไร้สาระพอๆกับเรื่องแรก ดูแล้วกู FF ตลอดเวลา
โจ้ - ซี
เพื่อนรักเพื่อน น่าสงสารมาก ดูแล้วก็เข้าใจทั้ง 2 ฝั่งนะ คือโจ้มันคนซื่อ อยากทำไรมันก็ทำให้ ที่สิ่งที่มันทำ ถ้าคิดมากๆหน่อยก็คิดว่ามันหนะ ไม่ได้แค่ทำให้ซี มันทำให้ตัวเอง มันอยากให้เค้ารู้สึกดีเพื่อให้มันรู้สึกดี ซึ่งซี รู้สึกว่าไม่ใช่นี่หว่า มันรู้สึกดีแบบเพื่อน มันก็คงคิดว่าควรจะมันแบบเพื่อนมากกว่า...ผมว่าหลายๆคนคงเคยมีความคิดแบบโจ้แหละว่า ถ้ารู้ก็คงไม่พูดไปจะดีกว่า...แต่โลกนี้ไม่มีใครรู้อนาคต และไม่รู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายหรอก โดยเฉพาะเมื่อความรู้สึกมันพุ่งพร่านในจิตใจ อะไรมันก็ห้ามไม่ให้ทำไม่ได้หรอก...สุดท้ายก็เก็บความรักให้เป็นแบบเพื่อนดีกว่า ดีกว่าที่จะเสียความรู้สึกดีๆ แม้จะเป็นเพื่อนก็ตาม...
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาไม่สบายใจ อย่ากินเหล้า มันไม่สนุก มันไม่มัน อย่าน้อยก็ผมคนนึงแหละที่บอกเพื่อนมาตลอดว่าเหล้ามันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น....กินแล้วก็ยิ่งคิดมาก ไม่สนุกเลย
เหิร - นวล
เรื่องนี้อิจฉาเหิรโคตร ฮ่าๆๆ เป็นคู่ที่ดูแล้วแอบซึ่งน้ำลายไหล...ฮ่าๆๆ น้ำตาไหลสิ คือ มันประทับใจไปทั้งเรื่องหวะ ไม่รู้จะบรรยายยังไง คือ ก็รักนะ แต่เราไม่ได้เข้าใจกันทุกเรื่องนะ สุกท้ายที่ทำให้ความรักอยู่ได้ มันคือการยอมรับกันจริงๆ ถึงตอนจบ เหิรก็ได้พูดเรือ่งราวทั้งหมด ถึงจะพูดเพราะคาดหวังว่าให้นวลเข้าใจและในอภัย แต่มันเป็นเรื่องที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายก็ให้อภัย ยอมรับในสิ่งที่เหิรทำลงไป...พิมพ์ไปก็ซึ้งไปนะเนี้ย...
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าเหิรจะตัดสินใจไปกับน้องอ้อยด้วยเหตุผล ตรรกะ ความรู้สึก อารมณ์ ความต้องการ...คุณตัดสินใจถูกแล้ว ฮ่าๆๆ ฮะ ล้อเล่น...นวลน่ารักกว่าอีก i love juke ฮ่าๆๆ
June 12 มองหาพ่อมึงหรอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไปดูหนังระหว่างรอเพื่อนอยู่ นัดเพื่อนไว้ที่สตาร์บัค ชั้นโรงหนัง siam paragon แน่นอนผมก็ขึ้นลิฟท์ไป มันเป็ลิฟท์แก้ว ที่ใสแต่วิวไม่สวย เพราะมองไปตรงไหนก็เห็นแต่รถไฟฟ้า...ผมเข้าไปคนแรกของลิฟท์เพราะขึ้นมาจากชั้น G พอขึ้นมาถึงชั้น 1 ก็มีคนอื่นเข้ามาผมจำไม่ได้ว่ากี่คน แต่ผมจำได้คนนึงเพราะผมเกือบเตะมันแล้ว...
มันยังไม่ทันเข้าลิฟท์มันก็มองผม ผมคิดว่ามันไม่ได้มองผม โดยเชื่อว่ามันมองวิวด้านหลังผม ตลอดเส้นทางจากชั้น 1 ถึงขึ้น 5 มันมองผมไม่ลดละ มันลองแบบ...แทะโลม ผมพยายามหลบตา โดนเชื่อว่าถ้าสบตามัน มันอาจคิดว่าชอบมัน ลืมบรรยายหน้าตามัน คือตัวดำหัวหยิก มีหนวดมีเครา ท่าทางไม่ค่อยแมน แต่งตัวสีสดๆรัดๆ...ตอนนั้นในลิฟท์ผมรู้สึกจริงๆว่ากลัว ผมกลัวว่าออกจากลิฟท์มันจะเข้ามาจู่โจมผม
เมื่อประตูลิฟท์เปิดที่ชั้น 5 มันเดินออก ผมเดินออก มันยังมองผม มันแกล้งเดินช้า มันเดินตามผม ผมเลยแกล้งเดินช้า ให้มันแซง มันมองผมเหลียวหลังเลย น่ากลัวสัดๆ แล้วผมก็ตัดสินใจพูดออกไปว่า...
"มองหาพ่อมึงหรอ เชี่ยส้นตีน"
เดาสิว่าเหตุการณ์ต่อไปคืออะไร...
มันยังมองผม มองผมจนผมเข้าสตาร์บัคไป....
ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น แต่ผมกลัวนะ...ฮ่าๆๆ June 09 จิตวิญญาณนักแข่งคือวันนี้สติสตังกลับมา นั่งคิดระหว่างขับรถ (รถแม่) ว่าคืนนั้นกูคิดบ้าอะไรกับชีวิตวะ แล้วก็นึกออกได้ว่าตอนนั้นไม่ใช่หลับ ไม่ใช่ไม่มีสติ...ผมมีสติแล้วก็ทำแบบที่ทำทุกครั้งคือ เวลาเข้าโค้งผมก็ตีโค้งแบบที่รถ F-1 เค้าทำกัน ซึ่งทุกทีมันก็พ้นนะ แต่คืนนั้นมันไม่พ้นหวะ ฮ่าๆๆ....เลยสรุปได้ว่า จริงๆแล้วมันคืออาการแหกโค้งนั้นเอง
วันนี้สงสัยอยู่ เลยลองอีกที มันก็พ้นนี่หว่า...แสดงว่าคืนนั้นมันคงเร็วมากจริงๆ
สรุปเรื่องวันนี้คือ จะแก้จิตวิญญาณให้ผมขับช้าลงมันคงเป็นไปไม่ได้...เพราะสิ่งที่ผมเยกว่าจิตวิญญาณ คนอื่นเค้าเรียกกันว่าสันดานนั้นแหละ ฮ่าๆๆ June 08 ซ้าย หมุน ขวา หมุน ซ้าย ครืด...เดาจากชื่อเรื่องดูดิว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมเมื่อคืน...เดาถูกใช่มะ...ใช่ครับรถชน ยับเละ คือคำสั้นง่ายที่บรรยายสภาพได้เกือบทั้งหมดแล้ว...ผมขับออกจากบ้านเพื่อน เพื่อกลับบ้านตอนนั้นตี 4 ครึ่งโดยประมาณ ผมขับรถมาด้วยความเร็วสูงมาก มากพอที่จะทำให้ผมควบคุมรถไม่อยู่ บางทีที่ผมคุมรถไม่อยู่ก็คงเพราะผมคุมสติไม่อยู่ด้วย...
ตรงนั้นเป็นทางโค้ง โค้งไม่มาก แต่ก็มากพอที่จะทำให้ผมหักรถไม่ทัน รถผมชนขอบกั้นถนนด้านซ้ายก่อน ก่อนที่จะหมุนหน้ารถชนจังๆกับขอบทางด้านขวา หมุนอีกทีไปชนซ้าย ก่อนที่จะหยุดหลังจากแฉลบกับขวาทางด้านขวาอีกที...ถุงลมนิรภัยทำงาน แต่ผมไม่ได้ใช้งาน เพระหน้าผมไม่ได้กระแทก สิ่งเดียวที่ผมตั้งสติแล้วทำได้ตอนรถหมุนคือ เอามือยันพวงมาลัยเพื่อไม่ให้หน้าผม หัวผมไปกระแทก...โชคดีมากที่หัวผมไม่กระแทกอะไรเลย...
หลังจากรถหยุดสิ่งแรกที่คิดในหัวคือ "ชิบหายละ กูโดนพ่อด่าเละแน่นอน" จากนั้นก็เริ่มสำรวจสภาพรถพบว่ากระจกแตก ของทุกอย่างกระจายหมด รวมถึงแว่นตาผมด้วย ผมไม่รู้มันหายไปตอนไหน หายไปได้ไง ตอนนั้นควันเต็มรถเลย ใจคิดว่ากูต้องออกจากรถก่อนละ เดี๋ยวแม่งระเบิด ฮ่าๆ ประตูก็เปิดไม่ได้ ปีนออกประตูหลังละกันวะ ออกจากรถได้สิ่งแรกที่ทำคือเรียกพ่อก่อนเลย พ่อบอกว่ากำลังมา ช่วงเวลาที่รอพ่อนับเป็นช่วงชีวิตที่นานมากสำหรับผม ฮ่าๆๆๆ....เพราะทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
ระหว่างนั้นก็นั่งคิดว่าผมโชคดีที่ไม่ตายหรือบาดเจ็บรุนแรง...และโชคดีด้วยที่ไม่ต้องไปนอนคุกเพราะไม่มีตำรวจมาอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น....
พอพ่อมาถึงก็ดูสภาพรถแล้วก็เรียกประกันมา โดยพ่อผมบอกว่าเป้นคนขับส่วนผมก็ขับรถพ่อผมไปจอดห่างๆจากเหตุการณ์ รอจนเคลียร์กับประกันเสร็จตอนนั้นก็ฟ้าสว่างแล้ว ผมก็ขับรถกลับมารับพ่อ...
รถลากก็ลากรถผมไป คาดว่าคงใช้เวลาซ่อมซัก 2 เดือนได้...
เป็นเหตุกาณณ์ที่มาจากความประมาทของผมทั้งนั้น...เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก มันเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผมเลย...เป็นความรู้สึกผิดที่สำคัญมากครั้งนึงในชีวิตเลยครับ....ขอโทษจริงๆกับสิ่งที่เกิดขึ้น T-T
|
|
|