thanut's profileGallery Kon BaPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 25

    รถเปิดประทุน???

    โดยส่วนตัวชอบรถสปอร์ตนะครับ แต่ไม่ชอบรถเปิดประทุน อาจเป็นเพราะอากาศเมียงไทยมันร้อน และฝุ่นควันก็เยอะ วันนี้ที่ผมจะเขียน มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับรถเปิดประทุนหรอ แต่ผมเป็นรถเปิดกระจก คือเรื่องของเรื่องรถผมมันมีอารมณื "หุดหิด" พอผมกดกระจกขึ้นหลังคืนบัตรจอดรถ มันก็ขึ้นไปเกือบสุดนะ...แล้วก็ตกลงมา "ชิบหาย" เป้นคำแรกที่หลุดออกจากปาก ณ ตอนนั้น เวลานั้น แล้วอารมณ์นั้น
     
    ความเป็นจริงผมควรจะอยู่ที่หอ ไม่ต้องขับรถมาถึงบ้าน แต่ด้วยสภาเปิดกระจกแบบเอาขึ้นไม่ได้แบบนี้...ผมควรจะไม่นอนหอ และกลับมาอยู่ในที่ที่รถมีความปลอดภัย นั้นคือบ้าน แต่เรื่องราวมันก็เกิดตอนผมขับกลับมาที่บ้านนั้นแหละ
     
    ปกติผมขับรถเร็ว ยิ่งเส้นทางนี้รถโล่ง ผมขับตั้งแต่ 120-160 km/h แต่วันนี้ในสภาพรถตามที่กล่าวมา ผมว่ามันโคตรน่ากลัวเลยเวลาที่ผมขับเกิด 100 km/h ลมมันแรง ตีแขน ตีหน้า แขนชาไปเลย ตลอดทางที่ขับมา ผมก็ขับด้วยความเร็วประมาณ 80-90 km/h จะมีบ้างที่เกินกว่า แต่พยายามจะไม่เพราะมันน่ากลัวไปหน่อย...
     
    การเปิดกระจกผมให้ผมรู้ว่ากระจกโคตรมีคุณค่า ตามที่บอกในย่อหน้าที่แล้ว มันทำให้รู้สึกปลอดภัยกว่า อย่าน้อยเราก็รู้สึกความเร็วด้วยตัวเลขไม่ใช่แรงลม
     
    มันยังทำให้รู้ด้วยว่ากลิ่นบนท้องถนนมันเยอะมาก...จินตนาการดิ ว่าเวลาที่ขับรถไปจะเจอกลิ่นอะไรบ้าง กลิ่นควัน กลิ่นเผาหญ้าข้างทาง กลิ่นน้ำเน่าในคลองที่ขับผ่าน...ฮ่าๆๆ กลิ่มพวกนี้มันเด็กๆมากๆ ต้องนี่...กลิ่นเล้าหมู ร้อยวันพันปีไม่เคยเจอ เสือกมาเจอวันที่กระจกรถเสีย เจอรถขนหมู แม่งเหม็นระยำตำบอน เหม็นจนผมให้ผมนึกเลยว่า นี่ถ้ากูเจอรถขยะอีก กูจะอ้วกไปขับไปให้ดู...โชคดีไม่เจอ มันงั้นคงได้ทำตามที่คิดแน่ๆ
     
    นอกจาก 2 ข้อข้างบน ผมยังคิดออกด้วยว่า ถ้าฝนตก รถผมและผมคงชิบหายตามที่ได้อุทานไว้ในตอนแรก...โชคดีไม่มีฝน
     
    ยังไงก็ตาม กลับมาถึงบ้านใช่ว่าจะปลอดภัย ไหนจะห่วงขโมย ถึงไม่มีขโมยผมก็ห่วงว่าพรุ่งนี้จะมีสัตว์ประหลาดอะไรเข้าไปในรถตอนเช้าก่อนเอาไปซ่อมมั๊ย...ไม่ว่าจะแมว ไม่ว่าจะงู รวมถึงสัตว์นรกของจริง...จิ้งจกและตุ๊กแก แหยะ...เชี่ย ตายแน่กูพรุ่งนี้
     
    พูดมามันก็มีแต่ข้อไม่ดีของกระไม่มีกระจก ซึ่งมันก็ไม่แปลก เพราะรถมันถูกออกแบบมาให้มีกระจก...
     
    แต่ด้วยความที่ผมเป็นเจ๋ง...ผมต้องคิดบวกเสมอ ในความซวยที่ไม่มีกระจก มันก็มีความดีปนอยู่บ้างแหละ อย่างน้อย มันก็ทำให้ผมขับรถช้าลง ปลอดภัยและประหยัดน้ำมันขึ้น...มันทำให้ผมไม่จำเป้นต้องเปิดแอร์ ช่วยประหยัดน้ำมันอีกต่อนึง ข้อสุดท้าย สำคัญมาก...มันทำให้ผมรู้ว่ารถเปิดประทุน มันไม่เหมาะกับผมจริงๆนั้นแหละ...ฮ่าๆๆ
    February 23

    ฝันเห็นความจริงว่ามันเป็นแค่ฝัน

    ก่อนหน้านี้ ผมเป็นคนที่ฝันบ่อย ฝันทุกคืน ผมมักจะฝันดีนะ ผมมีทั้งความสุขและความทุกข์ เวลาที่ตื่นจากฝันดี...ผมไม่ค่อยได้ฝันมาซักพักแล้ว หลายเดือนที่ผ่านมา ถ้าจะฝันก็ฝันแต่เรื่องแปลกๆ บอกไม่ได้ว่านั้นคือฝันดีหรือฝันร้าย บอกไม่ได้ว่าความรู้สึกภายในความฝันเป็นยังไง แม้แต่ตอนที่มีสติ ผมก็บอกไม่ได้ว่าตื่นจากฝันผมรู้สึกยังไง
     
    คงเป็นเพราะผมไม่มีความรู้สึก...หรือไม่ก็รู้สึกเบื่อ เบื่อจนไม่อยากรู้สึก รวมไปถึงไม่ต้องการรับรู้ความรู้สึกของใคร แม้แต่ของตัวผมเอง
     
    บางทีมันก็มีเรื่องราวเก่าๆกลับมาให้คิด บางครั้งมันก็เป็นเรื่องราวดีนะ แต่ในใจมันก็ยังย้ำในสิ่งไม่ดีอยู่ตลอดเวลา
     
    ผมเข้าใจนะว่าทำไมใครๆถึงลืมเรื่องราวในอดีตไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะเข้าใจทำไมในเมื่อเข้าใจไปก็ทำอะไรไม่ได้...
     
    อะไรที่ทำให้ผมรู้ว่าผมมีความสุข ผมไม่คิดว่าแค่รอยยิ้ม แน่นอนมันก็ไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะ เพราะทุกวันนี้ผมยิ้มได้หัวเราะได้ แต่ไม่คิดว่ามีความสุข ในทางกลับกัน ช่วงที่ผมมีปัญหา ผมยิ้มไม่ได้แต่การมีใครซักคนมีเข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน มันก็ทำให้รู้สึกมีความสุข แม้ผมจะไม่ได้หัวเราะ...
     
    เคยได้ยินคำว่าความสุขทางใจมั๊ย...ผมเคยคิดว่าถ้ามีความสุขทางกายไม่ได้...ความสุขทางใจย่อมไม่มี...แต่มาคิดดูดีๆ ในวันที่เราใจไม่สงบ ร่างกายเราก็ร้อนรนตามจิตใจ แล้วแบบนี้ ความสุขทางกายจะมีก่อนความสุขทางใจได้ยังไง...ถ้าใจไม่สุขกายก็คงไม่สุข
     
    ผมอยากมีเวลาที่ไม่ทำงาน 1 เดือน เพื่ออยู่และทำความเข้าใจกับตัวเอง ผ่านมา 24 ปีกว่า ผมยังตอบไม่ได้เลยว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นผม?อะไรที่ทำให้คนคนนึงรู้ว่า สิ่งที่เค้าทำ สิ่งที่เค้าเป็นมันคือตัวเค้า ในเมื่อชีวิตที่ผ่านมา ผมทำได้ดีในสิ่งที่ไม่อยากทำเสมอมา...ผมจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งนั้นเรียกว่าความสุข ความสำเร็จอาจไม่ใช่ความสุขที่แท้ แต่ความชอบมันก็อาจไม่ใช่ ความสุขถ้าไม่มีความสำเร็จ แล้วอะไรคือความสุข?
     
    เป้าหมายชีวิตผมในวันที่อายุย่างเข้า 25 มันไม่ใช่เป้าหมายเดียวกับเมื่อ 2 ปีที่แล้วก่อนเรียนจบ แม้มันจะไม่ต่างกันสิ้นเชิง แต่กว่า 2 ปีที่ทำงานมันเปลี่ยนความคิดผมได้...อย่างน้อยชีวิตมันก็ยากกว่าที่คิด
     
    ตอนนี้ผมก็ยังอยู่คนเดียว ไม่มีใครแชร์ความสุข (ที่ไม่มีให้แชร์) แน่นอนไม่มีใครแชร์ความทุกข์ด้วย...ก็ไม่รู้ว่าเหมือนกัน ผมก็แค่ฝันว่า วันนึงความฝันของผมจะกลับมา ในฝันผมคงจะมีความสุข ผมจะยิ้มด้วยความสุขทางใจ...แม้มันจะเป็นแค่ความจริงในความฝันก็ตาม
    February 22

    เจองู เจอแขกตีแขกก่อน...เจอหมัก เจอแมลงสาปตีแมลงสาปก่อน

    ผมโคตรจะไม่ชอบสมัครเลย แต่ผมโคตรเกลียดพรคคแมลงสาปเลย ไม่เคยสร้างสรรค์ มีแต่ทำลาย นักการเมืองที่ผมไม่ชอบที่สุดคือ ชวน หลีกภัย นักการเมืองที่ผมว่าตลกที่สุดคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอย่างที่บอก พรรคการเมืองที่ผมจะไม่มีวันเลือกคือ พรรคประชาธิปัตย์...
     
    ย้ำอีกที เจอหมัก เจอแมลงสาป ตีแมลงสาปก่อน...
    February 21

    พรรคแมลงสาป

    "ปรีดีฆ่าในหลวง" "จำลองพาคนไปตาย" และ "สมัครมือเปื้อนเลือด" นี่เป็นผลงาน 61 ปีของพรรคการเมืองที่เกาแก่ที่สุด ระยำที่สุด แล้วคงความเชี่ยไว้มากที่สุด...
    February 16

    ...

    ถ้าเรารักใครมากๆเราจะทนได้หรอ ถ้าวันนึงเราต้องเสียเค้าไป
    และการจากลามันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต...
     
    มันจะเป็นไปได้หรอ ที่เราจะรักใครโดยไม่กลัวการสูญเสีย
    แล้วมันจะเป็นไปได้หรอ ที่เราจะอยู่ได้โดยไม่รักใครเลย...
     
    ...
     
    February 14

    วันวาเลนไทน์

    อีกไม่กี่นาทีก็หมดวัน...วันวาเลนไทน์ วันนี้ทำงานจนถึง 4 ทุ่ม ฮ่าๆๆๆ
    February 07

    ลาก่อนลาดกระบัง...เจอกันที่ office central world

    ในที่สุด ผมก็ลาออกจาก johnson & johnson ถึงจะยังไม่เป็นทางการ แต่ก็ได้บอกไปแล้ว คุยกับเจ้านายอยู่หลายวัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้วจนถึงวันนี้ ในที่สุดเค้าก็เข้าใจว่าที่เราย้ายไปเพราะอะไร...สิ่งที่ดีที่สุดในการทำงานที่นี่คือ คน สังคม และวัฒนธรรมขององค์กร 3 สิ่งนี้ทำให้ผมลังเลอยู่นานว่าจะอยู่หรือจะอยู่...
     
    คนที่ดีดีมาก ทำงานกันด้วยแล้วสนุก หัวเราะทั้งวัน งานจะหนัก จะเครียดมากแค่ไหน ตกดึกก็มานั่งรวมกันกินข้าวกัน บ่นไป ฮาไป สนุกดี กับแผนกอื่นก็เหอะ ตอนทำงานอาจมีตบตี แดกดัน กันเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ทำงานกันเป็นทีมนะ เลิกงานแล้วจบก็คือจบ ผมชอบคนที่นี่มากๆ...อยู่แล้วก็มีความสุข
     
    สังคมที่นี่ ก็ดี ดีที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ ไม่ใช่ความรู้ แต่เรียนรู้ที่จะต้องสู้ ไม่สู้ก็แพ้ ก็ตาย ก็ไม่รอด...ไม่ว่าจะสู้กับบริษัทอื่น...ไม่เว้นแม้แต่สู้กันระหว่างแผนก ฮ่าๆๆ
     
    วัฒนธรรม อันนี้สำคัญมากๆ มันมีอะไรเกี่ยวกับเรื่องคนอยู่พอสมควรนะ...ผมว่าที่นี่ทำงานคืองาน เรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัวนะ แยกกันออก...เวลาทำงานคือเวลาทำงาน แต่ความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องยังมีอยู่...
     
    วันนี้ผมมีโอกาสที่จะไปที่อื่นนะ ผมกำลังจะไป nestle' ผมไม่รู้หรอกว่าจะดีมั๊ย...ผมจะรู้ก็ต่อเมื่อเข้าไปทำนั้นแหละ เริ่มงานก็คงกลางเดือนหน้า ตั้งใจว่าจะเริ่มต้นเดือน แต่ถึงขนาดนี้แล้ว ขออยู่ช่วยที่เดิมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน...คงเป็นไม่กี่อย่างที่จะทำได้ ก่อนจะจากที่ทำงานที่ผมรุ้สกดีมากๆแห่งนี้ไป ฮ่าๆๆ (ซึ้งมะ) Smile
    February 03

    พระอ้น

    วันนี้ตื่นแต่เช้า ไปงานบวชของเพื่อน...ตอนนี้ผมต้องเรียกว่าพระอ้น เมื่อวันพุธ (หรือพฤหัสเนี้ยแหละ) พระอ้น ซึ่งในตอนนั้นเป็นว่าที่พระ โทรมาแจ้งให้ทราบว่ากำลังจะบวชวันเสาร์ งงเล็กน้อย แต่ก็รับปากไว้ว่าจะไปแน่นอน
     
    อาบน้ำเสร็จ ก็เลือกเสื้อที่จะใส่ ตั้งใจจะใส่สีแดงนะ แต่คิดใหม่ใส่สีอ่อนๆหน่อย สีชมพูดีกว่า แล้วความบังเอิญก็เกิดขึ้น เมื่อไปรับไปบอย มันก็ใส่เสื้อสีชมพู และความบังเอิญก็ไม่จบ เมื่อไปถึงบ้านว่าที่พระอ้น...ว่าที่พระก็ใส่สีชมพูเช่นกัน สรุปใส่สีชมพู 3 คนโดยมิได้นัดหมาย
     
    กลับมาเรื่องมีสาระหน่อยดีกว่า...จริงๆแล้วตั้งใจว่าจะช่วยงาน แต่ก็ช่วยอะไรไม่ค่อยได้ นอกจากช่วยถ่ายรูป อันนี้จริงๆไม่ค่อยช่วย อันนี้ออกแนวเป็นงานที่ชอบมากกว่า ฮ่าๆๆ วันนี้ได้กดชัตเตอร์รัวยิกๆๆ...รู้สึกมีความสุขเวลาได้จับกล้อง (โรคจิตมะ)
     
    งานบวชไม่ใหญ่โต จัดกันเรียบง่ายแต่ก็เป็นพิธีการที่ดูขลังใช้ได้เลย...รู้สึกได้ว่าพ่อแม่ของพระรู้สึกดีใจมากๆที่พระอ้นบวช...
     
    กว่างานจะจบก็เย็นมากแล้ว เหนื่อยและหิวมาก พ่อกับแม่ของพระอ้นก็พาไปเลี้ยงข้าวก่อนจะเหยีบแหลกกลับบ้าน...เพื่อมาดูบอล...ฮ่าๆๆ สุดท้ายผลการเหยีบแหลกคือมาไม่ทัน kick off แต่ก็ได้ดูตั้งแต่นาทีที่ 30 เป้นต้นไป ผลการแข่งขัน ไม่ค่อยอยากพูดถึง...เพราะ blog วันนี้จะเขียนเรื่องพระอ้น ไม่ใช่เรื่องบอล ฮ่าๆๆ
    February 01

    เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางเลือก (อีกครั้ง)

    ชีวิตผมผ่านการเลือกหลายครั้งนะ ทั้งเลือกได้ และก็ได้แต่เลือก...วันนี้ผมก็ต้องเลือกอีกครั้ง...ผมเครียด สับสน และกลัว...มาก และเมื่อชีวิตมันต้องเลือกผมก็คงจะต้องเลือก...อีกครั้ง
     
    ผมกำลังมีโอกาสเปลี่ยนงาน หมายถึงการเปลี่ยนบริษัท สิ่งที่ทำให้ผมคิดเปลี่ยนคือ พ่อและแม่ผม เค้าอยากให้ผมกลับบ้าน...มากกว่าที่จะอยู่หอ ผมเองก้อยาที่จะอยู่บ้าน ใครๆก้อยากอยู่บ้าน และวันนึงผมก้ได้รับโทรศัพท์จากบริษัทนึง head office อยู่ที่ตึก office central world แน่นอนสถานที่น่าทำโคตร ผมอ่านการ interview รอบแรกกับ HR ทั้งๆที่ผมไม่เคยผ่านการ interview กับ HR เลยซักบริษัท
     
    ผมผ่านรอบ 2 และ 3 ในวันเดียวกัน ด้วยการถามถึงเรื่องงานละเอียดอย่างมาก...จากนั้นผมก็ถึงรอบสุดท้าย รอบนี้ supply chain director เข้ามา interview ผม เค้าถามในคำถามที่ไม่ serious เหมือนคุยกันเล่นมากกว่า จนผมคิดว่าคำถามแบบนี้ มันจะไปตัดสินได้ไงว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน...
     
    หลังการ interview ที่ไม่ serious เลย HR manager ก้เดินเข้ามาถามผมว่าเริ่มงานได้เมื่อไหร่...ผมตอบไม่ถูกเลย เค้าเลยถามอีกทีว่า ถ้าได้จะเริ่มงานได้เมื่อไหร่...ผมตอบไปว่า 1 เดือนหลังรู้ผล แล้วเค้าก็บอกว่าเค้าจะโทรมาบอกพรุ่งนี้ (ของเมื่อวาน) นั้นก็คือวันนี้นั้นแหละ...
     
    ใช่ครับ...ถ้าผมไม่ได้ ชีวิตผมคงไม่ต้องเลือกหรอก...ผมได้ ด้วยข้อเสนอเรื่องเงินที่ดีกว่าเล็กน้อย (เฉพาะ base salary นะ)...แต่ผมจะได้กลับบ้าน
     
    คราวนี้เรื่องมันก็อยู่ที่ว่าผมจะตัดสินใจอย่างไร...
    ผมควรจะเริ่มต้นใหม่ ในที่ใหม่ boss ใหม่ culture ใหม่? หรือ ผมควรจะอยู่ที่เดิม ไม่ต้องเสี่ยงกับการเจอสิ่งใหม่ ที่ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี?
    ผมควรจะทำที่ใหม่แล้วทำอีก 2.5 ปีค่อยเรียน? หรือ ผมควรทำต่อที่เดิมอีก 1.5 ปีแล้วก็ไปเรียน?
    ผมควรกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่เพื่อดูแลเค้า? หรือ ผมควรจะอยู่หอเพื่อทำงานที่เดิม ที่ลงตัวทุกอย่างแล้ว?
    อีกหลาย factor ที่พูดได้ไม่หมด...ผมไม่มีสมาธิในการทำงานเลย วันนี้เป็นวันที่ผมสับสนวุ่นวายในจิตใจที่สุดตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงาน...
     
    วันนี้ผมบอก boss ผมและได้รับการบอกว่าคุณไปคิดให้ดีๆ...พร้อมทั้งหลายร้อยเหตุผลที่ผมควรอยู่ หลายร้อยเหตุผลที่ผมไม่ควรไป แม้แต่หลายตัวอย่างที่ออกไปแล้วไม่มีความสุข...(แต่ไม่เล่าเรื่องคนที่ออกไปแล้ว haapy นะ ฮ่าๆๆ)
     
    จริงๆผมก็รักสังคมและคนที่นี่นะ...แต่ผมก็ตัดสินใจแล้ว...แค่สุดสัปดาห์นี้ เพื่อยืนยันหนักแน่นว่าไม่เปลี่ยนใจแล้วก็เท่านั้นเอง...