thanut's profileGallery Kon BaPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 19 Japan Trip Episode 1โดดงานไปยุ่นปี่มาครับ...ยังไงก็ต้องรีบมาเขียนใน blog ก่อนที่ความทรงจำบางส่วนจะหายไป (ตอนนี้ก็หายไปมั่งละ) ใครคิดว่าจะมาอ่านเรื่องราวแบบคุณเจ๊หัวฟูแบบตอนไปกวางโจว ก็ขอบอกว่า ไม่มีมนุษย์อย่างเจ๊หัวฟูที่ญี่ปุ่น ที่นี่มีแต่คนดีมีมารยาท เป็นสวรรค์ของคนรักการกินเนื้อและการถ่ายรูปเลยทีเดียว...แน่นอนผมกำลังบอกว่ามันเป็นสวรรค์ของผมเพราะผมชอบทั้งเนื้อและถ่ายรูป ฮ่าๆๆ...ข้อเสียของญี่ปุ่นคือประเทศอะไรอยู่ 6 วัน ไม่มีคนสวยซักคน...ใครไม่เชื่อว่าตอนเด็กน่ารักตอนโตจะน่าเกลียดให้มาดูที่ญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นน่ารักเกือบทุกคน...ใช่ครับ โตขึ้นมาก็อย่างที่บอกนั้นแหละ...คงไม่ต้องอธิบาย ไม่อยากอธิบายเดี๋ยวภาพมันหลอนขึ้นมา ฮ่าๆๆ
เริ่มเรื่องดีกว่า...เริ่มจากออกเดินทางตอนโคตรดึกของคือวันพฤหัสที่แล้ว เรื่องเกิดตั้งแต่ก่อนขึ้น ฮ่าๆๆ ผมทำ boarding pass หล่นหาย เดินหาจนทั่วไม่เจอ ก็เลยต้องไปให้ที่ counter check in ช่วย print ให้ใหม่ โชคดีที่คนไม่เยอะไม่งั้นคงลำบาก เพราะความงี่เง่าของผม ฮ่าๆๆ
ออกเดินทางจาก suvarnabhumi (เพื่อนที่ไม่ใช่คนไทยมักจะอ่านว่า สุวานนาบูมิ) จนถึงสนามบิน kansai ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ลงมาก็เจอเรื่องอีกคนได้ กระเป๋าแตกครับ เซงโคตรแม่เลยอันนี้...จะเครมให้มันจ่ายเงินเลย มันบอกว่ามันจะจ่ายให้ 500 เยน เอิ่ม...ร้อยกว่าบาท....ในใจคิดว่าไปซื้อข้าวปั้นไส้หมูหยองให้ป้ามึงเหอะ ผมเลยไม่เครมกับมันแล้วเก็บไว้มาเครมที่ไทย...อุบาดมาก คิดได้ไง 500 เยน
วันแรกเดินที่ Nara park ตั้งใจว่าจะเจอต้นไม้แดง ใบไม้แดง...แต่...เขียวชะอุ่มเลยทีเดียว อาจเพราะอากาศยังไม่หนาว จริงๆต้องบอกว่าไม่หนาวเลย ...Nara park มีลักษณะเป็นเขา เขานี้กวางเยอะมาก มากกว่าหมาจรจัดบ้านเราซะอีก มีเป็นพันตัวเลยมั้ง เยอะมาก ไม่กลัวคนด้วย...ผมว่ามันคล้ายๆลิงที่เขาวังอะ เพราะมันเยอมาก ไม่กลัวคน ที่สำคัญตะกละ เดินไปเรื่อยจนตกเย็นก็นั่งรถไฟไป Osaka กินปลาปักเป้า ตั้งความหวังกับนาเบะปักเป้าไว้มาก เพราะมันปลาปักเป้าอะ ไม่เคยกินเลย แล้วก็แพง มันควรที่จะอร่อย และเมื่อได้กินจริง มันก็.....เอิ่ม เฉยๆอะ ฮ่าๆๆ อาจเพราะร้านที่กินันไม่อร่อยหรือวันที่กินมันไม่อร่อยก็ไม่รู้อะนะ ไม่อยากรู้คำตอบ ไม่อยากหาคำตอบ มันไม่สำคัญเพราะจ่ายตังไปแล้ว ฮ่าๆๆ
วันที่สองไป kyoto ที่นี่ต้นไปเริ่มเปลี่ยนสี...แดงและเหลืองค่อนข้างชัด....ถ้าต้นไม้พวกขึ้นเมืองไทยคงมีคนแอบอ้างว่าสีแดง-สีเหลืองแสดงถึงใคร ฮ่าๆๆ ต้นไม้แย่งกันรักชาติ ฮ่าๆๆ เดินถ่ายรูปที่สะพาน ที่ริมน้ำ แล้วก็ไปที่วัดที่นั่งสมาธิของพวกนิกายเซน เค้าว่ากันว่าคนที่นั่งสมาธิบางคนสามารถมองสวนหินที่นี่เต้นระบำได้ อืม...แนวมากๆ มองไงมันก็คิด นี่กรูญาณไม่ถึงหรือกูกรูบ้าไม่พอวะเนี้ย ฮ่าๆๆ ตอนเย็นเข้าเมืองมาวัดอะไรซะอย่างที่คนเข้าไปกันเยอมาก อารมณ์ว่าวัดดังของ kyoto ถ้ามีงานพิธีสำคัญจะจัดที่นี่ แล้วคนจะเต็มถนนหน้าวัดเลย (พูดเหมือนตอนไปมีงานสำคัญอยู่ ฮ่าๆๆ) มื้อเย็นไปกินเนื้อย่าง หุหุ สั่งมากินไม่หมด มันบอกว่าเหลือเยอะจะปรับตัง เราก็เลยเผาทิ้งกันซะงั้น ฮ่าๆๆ นิสัยไม่มีนะครับ อย่าเองเป็นเยี่ยงอย่าง (ทำกันเยอะ...เดี๋ยวที่ร้านรู้ทัน)
เหนื่อยละ 4 ทุ่มบ้านเราก็เที่ยงคืนที่นี่ละ...ไว้จะมาเล่าต่อภาค 2-3-4-5 ขอนอนเอาแรงก่อน ทำงานพรุ่งนี้ เช้ามากกกกกส์ November 11 มันมากับฤดูหนาว...ผมรู้สึกได้ว่าหน้าหนาวกำลังมาแล้ว สาบานได้ว่ายังไม่รู้สึกเย็นแต่ผมรู้สึกถึงหน้าหนาวแล้วจริงๆ มันไม่ใช่วันเวลาบนปฏิทินทำให้ผมรู้ว่ามันเข้าหน้าหนาว มันคือไฟฟ้าสถิตย์ที่มันคอยช๊อตผมตลอดเวลาที่ผมแตะ สัมผัส หรือทำหอกอะไรกับสิ่งที่เรียกว่าโลหะ...
อยากเคยพูดเรื่องไฟฟ้าสถิตย์เมื่อนานมาแล้ว ว่ามันมาพร้อมอากาศหนาว...มันคอยทำร้ายผมทุกครั้งที่มีจังหวะ รวมถึงบางทีก็ไม่มีจังหวะ มันก็ช๊อต เรื่องนี้เป็นปัญหาในการดำรงชีวิตผมมาก แต่บางปัญหาในชีวิตเราก็แก้มันไม่ได้ ผมเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางในชีวิต คือใส่ถุงมือเพื่อให้มันไม่ช๊อต ไม่งั้น...ผมก็ต้องทน ทางที่ทนมันดูไม่แก้ปัญหา แต่ถ้าต้องแก้ด้วยการใส่ถุงมือ...ผมว่าผมคงไม่แนวคนเดียวแน่
จริงๆแล้วผมจะเขียนเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว แต่ไม่ได้เขียนซักที เพราะเหนื่อย เพราะไม่มีเวลา เพราะมีเรื่องอื่นเกิดขึ้นมาก่อน (รถโดนชน) รวมถึงเพราะผมยังไม่สัมผัสถึงหน้าหนาว...ถึงตอนนี้ผมไม่เหนื่อยมาก ผมมีเวลา ไม่มีอะไรมาแทรก ที่สำคัญผมสัมผัสได้ถึงหน้าหนาว ตามที่ได้กล่าวมาจาก 2 ย่อหน้าแรกแล้ว ฮ่าๆๆ
ความจริงคือผมรู้สึกแปลกกับฤดูหนาวปีนี้นะ มันเป็นความรู้สึกแปลกที่ดีนะ อาจเป็นเพราะช่วงปีที่ผ่านมา ผมเจออะไรแปลกๆใหม่ๆกับชีวิตมาเยอะ การเข้าหน้าหนาว ก็เหมือนการบอกเราว่ามันจะสิ้นปีแล้ว...ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงต้องตื่นเต้นกับความรู้สึกของหน้าหนาวปีนี้ ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นการประดับไฟ ตื่นเต้นที่จะได้เห็นการที่ผู้คนเริ่มเอาเสื้อหนาวมาใส่ ทั้งที่มันก็แบบนี้ทุกปี แต่ผมกลับตื่นเต้น...
พูดถึง 1 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวในชีวิตเกิดขึ้นมากจริงๆ ผมเปลี่ยนงานถึง 2 ครั้ง รถชนถึง 4 ครั้ง (ไม่นับยิบๆย่อยๆ) ผมได้ลองสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ผมได้เจอสิ่งที่สมหวังและผิดหวัง ผมเจอสิ่งที่ผมอยากเก็บไว้ในความทรงจำและสิ่งที่ไม่อยากเก็บไว้ แม้สมควรจำจดเป็นสิ่งที่เรียกในแง่ดีว่าบทเรียน...ผมได้ร้องไห้ทั้งดีใจ ทั้งเสียใจ หรือแม้แต่ไร้เหตุผล
หลายคนบอกว่าช่วงอายุ 25 ปี หรือช่วงเบญจเพส มันเป็นช่วงสำคัญของชีวิตที่เราจะต้องเจออะไรมากมายทั้งดีและไม่ดีในชีวิต ไม่รู้จะเชื่อดีมั๊ย แต่ปีนี้ก็มีเรื่องดีและไม่ดีทั้งมากและก็แรงด้วย...ผมย้ายงาน ได้เจอสิ่งใหม่ๆในชีวิต ได้เจอเพื่อนใหม่ นี้นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับปีที่กำลังจะจบลงนี้เลย สิ่งดีๆอีกอย่างคือผมกำลังจะย้ายเข้าบ้านใหม่ที่สร้างใกล้เสร็จแล้ว กำหนดเสร็จคงช่วงปลายปีพอดี สิ่งดีที่นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของปีที่ผ่านมาอีกอย่างคือ manchester united ยอดทีมของผมสามารถคว้า double champ ทั้ง premier league และแชมป์ที่ผมรอมาถึงที่ 9 ปี uefa champions league ในคืนวันที่ได้แชมป์รายการนี้ ผมถึงกับร้องไห้เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ จะว่าพิมพ์ไปน้ำตาก็จะไหลไปนะเนี้ย...
ชีวิตคนเราก็ไม่ได้เจอแค่เรื่องดีๆ ผมเองก็ขับรถชนเกือบตาย จะโทษดวงก็ไม่ได้ ผมมันไม่รู้จักคิดเอง เลือกที่จะเมาแล้วขับ...ปีนี้ผมยังเจอเรื่องบ้าๆในชีวิตเยอะแยะมากมาย จนบางครั้งผมไม่อยากจดจำมันในฐานะบทเรียนเพราะถ้าเรียกว่าบทเรียน มันทำให้เราคิดไปว่าเราไม่ได้โง่ เราแค่เรียนรู้มัน แต่ในความจริงเราโง่ เราไม่ได้อยากเรียนรู้มัน...สำหรับ ถ้ามองในความจริง มันคงสอนผมมากกว่ามองแง่บวกแล้วได้แต่ปลอบใจตัวเอง
ความเป็นจริงนี่มันก็แค่กลางเดือนพฤศจิกาแล้วผมมาสรุปอะไรกับชีวิตในปี 2008 เนี้ย??? บางทีอีก 1 เดือนกว่า ชีวิตผมอาจจเจออะไรแปลกกว่านี้ก็ได้
เขียนมาซะยาว สรุปได้ว่า ไฟฟ้าสถิตย์เตือนให้ผมนั่งทบทวนกับตัวเองว่า 1 ปีที่ผ่านมาผมเจออะไรในชีวิตบ้าง...ถ้ามองในแง่ดี มันคือข้อดีของการที่ผมโดนไฟฟ้าสถิตย์ช๊อต แม้ในความเป็นจริง มันตั้งใจช๊อตผม มันไม่ได้ตั้งใจมากเตือนผมซะหน่อย...ฮ่าๆๆ
November 08 รถโดนชนอีกแล้วของอีกแล้ว...นี่เป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้ ไม่นับพวกเฉี่ยวเล็กๆน้อยๆ...วันนี้กำลังรอกลับรถอยู่แถวจรัญสนิทวงศ์ แล้วมันก็มาจากไหนไม่รู้สอยกระจกข้างซ้าย...ไอหอกส์ นี่รถแม่กรูนะ เซงโคตรแม่ รถโดนชนแล้วหนี คราวนี้ตามไม่ได้ด้วย มันขับหนีไปเร็วมาก ผมเองก็จอดนิ่งอยู่ ก็นะ ยังไงก็ตามไม่ทัน...รู้แค่ว่ามันเป็นรถ honda civic ตาหวาน เก่าและแต่งรถแบบเสี่ยวๆมา...
ตอนแรกคิดว่าไม่เป็นไรของแค่ถลอกนิดนึงมั้ง กระจกเบี้ยวก็ปรับใหม่ได้...แต่พอถึงบ้าน ความจริงที่รับรู้ก็คือ มันไม่ใช่แค่นั้น...ฝาครอบกระจกข้างหลุดหายไป "สาดดดดด" นั้นคือคำอุทาน คำเดียวที่หลุดมาจากปาก นอกนั้นคำหยาบทั้งหลายอยู่ในหัวแต่ไม่ได้พ่นออกมาเท่านั้นเอง
คราวก่อนผมเคยบอกกับเพื่อนไว้ว่า ถ้าโดนอีกทีจะยอมไปทำบุญแล้ว...สงสัยต้องไปทำบุญจริงๆแล้วหละ ฮ่าๆๆ วัดไหนดี ใครจะยอมไปทำบุญกะผมมั๊ยอะ สงสัยกลัวทำบุญร่วมกันแล้วเกิดชาติหน้ามาจะเจอกันอีก ฮ่าๆๆ...
ps โดนชนแล้วหนี 2 ครั้งใน 2 สัปดาห์...เยี่ยมไปเลย ฮ่าๆๆ... November 01 ใจกลางความเจ็บป่วยนี่น่าจะเป็นหวัดครั้งที่ 9 จากที่ผ่านมา 10 เดือนของปีนี้...แย่โคตร เบื่อการเป็นหวัดเพราะมันทำให้หัวตื้อ คิดไรไม่ค่อยออก มึน ปวดหัวตลอดเวลา เจ็บคอแล้วเสียงก็ทุเรศด้วย ผมเคยพยายามหาข้อดีของการเป็นหวัด ประมาณว่าอยากคิดบวก ในเมื่อต้องเป็น ก็ขอเป็นหวัดแบบมีความสุข ผมหาข้อดีมันไม่เจอเลยจริงๆ...จะบอกว่าหยุดงาน มันก็นะ...หยุดไปงานไม่ได้หายไปซะหน่อย แต่เวลาทำงานน้อยลง สรุปว่าผมสงสัยว่าทำไงถึงจะหาย ไม่ใช่แค่หายจากหวัด แต่ต้องการจากการเป็นหวัดง่าย อาจเพราะผมไม่กินผัก ไม่ออกกำลีงกาย นอนดึก ว่าแต่จะรู้ได้ไงว่าถ้าทำในสิ่งที่ผมไม่ทำทั้ง 3 อย่างนั้นแล้ว ผมจะไม่เป็นหวัด ฮ่าๆๆ ไม่มีคน confirm ได้ผมคงไม่เสี่ยงกินผักแน่ๆ ฮ่าๆๆ... |
|
|